ทั้งสามคนทักทายกันอยู่ไม่กี่คำ ถึงเซี่ยจือเหยียนจะยังไม่ทันเอ่ยปาก จางลี่เซวียนก็เริ่มชวนคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้เสียเอง กลัวว่าบรรยากาศจะเงียบลง
แววตาของเซิ่งซินเยว่มีประกายสีทองวูบผ่าน เธอก้มหน้ากดโทรศัพท์อยู่สองสามครั้ง
เซี่ยจือเหยียนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูอย่างแนบเนียน
เธอมองรหัสผ่านประตูห้องทำงานของจางลี่เซวียนออกแล้ว
ทั้งสามคุยกันเรื่อยเปื่อยอยู่นาน จู่ ๆ สีหน้าของจางลี่เซวียนก็เปลี่ยนไป!
เขาลุกพรวดขึ้น สีหน้าร้อนรน “ขอโทษนะครับ คุณชายเซี่ย ผมเพิ่งนึกได้ว่าอีกเดี๋ยวมีประชุมสำคัญมาก คงต้องขอตัวก่อน...”
เซิ่งซินเยว่เท้าคางมองเขา พลางถามยิ้ม ๆ “มีประชุมสำคัญจริง ๆ หรือว่าค่ายกลสำคัญมากถูกทำลายแล้วคะ?”
พอได้ยินเช่นนั้น จางลี่เซวียนก็ชะงักงันไปทันที
เขาถึงค่อยรู้ตัว “เป็นคุณ... พวกคุณวันนี้...”
“เพิ่งรู้ตัวเหรอคะ”
เซิ่งซินเยว่ใช้ส้อมจิ้มเค้กชิ้นเล็ก ดวงตาเย็นเยียบ “จางลี่เซวียน การใช้วิธีชั่วร้ายแย่งชิงผลประโยชน์ มันรู้สึกดีขนาดนั้นเลยเหรอคะ?”
จางลี่เซวียนพูดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง “ผม...”
เขาอดกำกระเป๋าเอกสารในมือแน่นไม่ได้ ยังคิดจะดิ้นรนปฏิเสธ “คุณเซิ่ง ผมไม่รู้ว่าคุณกำลังพูดเรื่องอะไร... เรื่องนี้คุณเป็นคนทำ...”
“คุณรู้อยู่แล้วค่ะ”
เซิ่งซินเยว่ตัดบทเขาอย่างไม่ไว้หน้า “เจ้าเพียวจือไม่ได้บอกคุณหรือคะว่ามันบาดเจ็บเพราะใครทำ?”
“ในเมื่อคุณรู้ว่าฉันสนิทกับจ้าวจงเสียง ก็น่าจะเข้าใจว่าฉันสังเกตเห็นความผิดปกติของเขามานานแล้ว การสืบมาถึงตัวคุณก็ไม่ใช่เรื่องยาก”
