เมื่อเห็นรอยยิ้มแฝงความหมายของเธอ เซี่ยจือเหยียนก็อดรู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุไม่ได้
พอเห็นทั้งสองเดินเข้ามา เฉิงหลีก็เอ่ยแนะนำด้วยสีหน้าตื่นเต้น “มา ๆ เดี๋ยวฉันแนะนำให้รู้จัก นี่คือเซิ่งซินเยว่ ปรมาจารย์เซิ่งผู้เลื่องลือ! แล้วก็เป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตฉันไว้ เธอช่วยฉันตั้งสองครั้งแน่ะ ถ้าไม่มีเธอ ป่านนี้พวกคุณอาจไม่ได้เห็นหน้าฉันแล้วก็ได้”
“ไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้นสักหน่อย”
เซิ่งซินเยว่หัวเราะเบา ๆ
เฉิงหลีกลับทำหน้าจริงจัง “ร้ายแรงขนาดนั้นจริง ๆ! ถ้าสองครั้งนั้นไม่ได้เธอลงมือช่วย ป่านนี้ฉันคงตายไปแล้วก็ได้”
พูดจบ เขาก็รีบเลื่อนเก้าอี้ให้อย่างประจบประแจง “พี่เซิ่ง เชิญนั่งครับ เชิญนั่ง!”
เซิ่งซินเยว่กวาดตามองไปรอบ ๆ คนกลุ่มนี้นับได้ว่ารวมคุณชายคุณหนูจากตระกูลชั้นนำของเมืองหลวงไว้ครบถ้วน
แม้จำนวนคนจะไม่มาก แต่ไม่ว่าใครต่างก็มีอิทธิพลเบื้องหลังที่ใหญ่โตจนน่าตกใจ
“ปรมาจารย์ ฉันขอนั่งด้วยนะ!”
อี้อี่เซวียนลุกขึ้นอย่างกระตือรือร้น แล้วสลับที่นั่งกับคนข้าง ๆ
ชุยเจ๋ออวี่เอ่ยอย่างจริงจัง “ปรมาจารย์ก็เป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตผมเหมือนกัน”
อย่างแรก เธอเป็นคนที่เซี่ยจือเหยียนพามา
อย่างที่สอง ท่าทีของเฉิงหลีเรียกได้ว่าให้ความเคารพอย่างยิ่ง
ทั้งสองแสดงจุดยืนของตัวเองอย่างชัดเจนแล้ว ยิ่งเมื่อรวมกับท่าทีเป็นมิตรของคุณหนูตระกูลอี้และคำพูดของชุยเจ๋ออวี่ คนอื่น ๆ จะไม่เข้าใจได้อย่างไร?
