“อ๊ากกก ไสหัวไป!”
วิชาคืนชีพอันน่าทึ่งเช่นนี้ ทำให้ฟางโม่และคนอื่น ๆ ตะลึงจนพูดไม่ออก
มีเพียงเซิ่งซินเยว่ที่ยังคงสีหน้าเรียบเฉย เห็นได้ชัดว่าเธอมองออกตั้งแต่แรกแล้วว่ามันกำลังแกล้งตาย
“ว่าไงล่ะ ไม่แกล้งตายแล้วเหรอ?”
เพียงพอนแนบลำตัวทั้งร่างชิดผนังกรง ดวงตาดำขลับราวเมล็ดถั่วเต็มไปด้วยความหวาดกลัว “เอามันไปไกล ๆ อย่าให้มันเข้าใกล้ฉัน!”
“พูดถึงอะไร ตัวนี้เหรอ?”
เซิ่งซินเยว่ไม่เพียงไม่ให้ห่านขาวตัวใหญ่ถอยห่าง กลับยังขยับเข้าไปใกล้อีกนิด “คุณชอบแกล้งตายไม่ใช่เหรอ? แกล้งตายเก่งขนาดนี้ ฉันนึกว่าคุณไม่กลัวตายเสียอีก ดูท่าฉันจะประเมินคุณสูงไปหน่อย”
“เซิ่งซินเยว่!”
เจ้าเพียวจือทั้งอับอายทั้งโกรธ “ฉันขอเตือนว่าอย่าทำเกินไปนัก!”
“ฉันทำเกินไปตรงไหน? ฉันแค่อยากหาอะไรสนุก ๆ ให้น้องห่านขาวของเราเล่น ในเมื่อคุณตายแล้ว ให้เป็นของเล่นสักหน่อยจะเสียหายตรงไหน?”
“อย่าบอกนะว่าคุณคิดว่าพวกเราจะเอาคุณออกจากกรงไปตรวจดูอาการ หลังเห็นว่าคุณตายแล้ว?”
เซิ่งซินเยว่เอ่ยอย่างไม่รีบร้อน “วิชาจำศีลทำได้ไม่เลวเลย แต่บังเอิญฉันก็เป็นเหมือนกัน เพราะงั้นหลอกฉันไม่ได้หรอก”
ดวงตาของเพียงพอนเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม
“ฉันแนะนำว่าเลิกทำเรื่องไร้ประโยชน์แบบนี้เถอะ กลับไปกับพวกเราดี ๆ ก็พอ”
เซิ่งซินเยว่หุบยิ้ม ก่อนหันไปบอกจงหมิงซิวกับเซี่ยจือเหยียนว่า “ไปกันเถอะ กลับกัน”
ฟางโม่ยังต้องอยู่ในหมู่บ้านเพื่อจัดการเรื่องหลังเกิดเหตุ
