เธอไม่ได้คิดอะไรให้มากความเลยแม้แต่น้อย ทั้งไม่เคยคิดด้วยว่าการกระทำเช่นนี้จะนำมาซึ่งผลลัพธ์แบบไหน นี่ต่างหากคือการหนีออกมาโดยไม่ลังเลอย่างแท้จริง
“แน่นอน”
หูอวี้หรงยืดแผ่นหลังตรง เชิดหน้าพูดอย่างภาคภูมิใจ “ฉันเองก็คิดว่าตัวเองกล้าหาญ”
“เพราะอย่างนั้น หลังจากเข้าเมืองไปแล้ว ต่อให้ไม่มีเงินติดตัวสักแดง ฉันก็ไม่เคยยอมแพ้”
“เพราะฉันรู้ว่าตัวเองมีความกล้า แต่ไม่มีทางถอย ในเมืองนั้นฉันมีทางเลือกแค่มีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ตาย ชีวิตตรงหน้าฉันมีอยู่เพียงสองทางเท่านั้น กว่าจะหนีออกมาจากที่นั่นได้ทั้งที แล้วจะตายง่าย ๆ ได้ยังไง?”
“ตอนออกจากที่นั่น ฉันอายุแค่ 14 ปี ถึงตอนนั้นจะมีกฎห้ามจ้างแรงงานเด็กอย่างชัดเจนแล้ว แต่ฉันไม่เอาเงิน ขอแค่เจ้าของร้านเลี้ยงข้าวสักมื้อ ฉันก็อยู่รอดได้”
“ตั้งแต่อายุ 14 จนถึงตอนนี้ มีอะไรบ้างที่ฉันไม่เคยเจอ? ฉันเคยทำงานเถื่อน เคยขายเหล้าในสถานบันเทิงกลางคืน ถึงขั้นเคยเข้าไปอยู่ในองค์กรแชร์ลูกโซ่ แต่ฉันก็ผ่านมันมาได้ทั้งหมด… ทว่าฉันก็เหนื่อยแล้วเหมือนกัน”
แววตาของเธอเผยความสับสนขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
“ยิ่งฉันเจอเรื่องต่าง ๆ มากเท่าไร ยิ่งพยายามหาเงินอย่างบ้าคลั่ง ยิ่งดิ้นรนเอาชีวิตรอด ฉันก็ยิ่งเห็นชัดว่าความแตกต่างระหว่างคนเรานั้นมากมายแค่ไหน”
“ไม่ต้องพูดถึงคนรวยพวกนั้นเลย แค่ระหว่างฉันกับคนธรรมดาทั่วไป ก็ยังมีกำแพงสูงชันที่ข้ามไม่พ้นกั้นอยู่ตลอด”
