“ไม่มีใครรู้ว่าทำไมคนที่อยู่ในโลงดี ๆ ถึงกลายเป็นสภาพแบบนั้น สีหน้าของคนในบ้านนั้นก็น่าคิดอยู่ไม่น้อย”
“ฉันเห็นผู้หญิงคนนั้นหยิบเชือกออกมามัดหนึ่ง น่าจะเป็นเส้นหมึกดำ เวลาผ่านมานานเกินไปแล้ว ฉันจำไม่ค่อยได้ เอาเป็นว่าไม่รู้เกิดอะไรขึ้น จู่ ๆ คุณปู่ที่ตายไปแล้วก็ลุกขึ้นนั่งจากในโลง!”
คุณอาสะใภ้รองขนลุกซู่ “คุณพระช่วย พวกเธอไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นน่ากลัวแค่ไหน ไม่ใช่แค่หน้าตาของตาแก่นั่นที่น่ากลัวนะ ตอนที่เขาลุกพรวดขึ้นมาก็น่ากลัวยิ่งกว่าอีก!”
“นั่นคนตายนะ!! อยู่ ๆ ก็นั่งพรวดขึ้นมาเฉยเลย”
เซิ่งซินเยว่ “……”
อวี้อิ่งยกมือบีบหว่างคิ้ว
คำว่า ‘อยู่ ๆ ก็นั่งพรวดขึ้นมาเฉยเลย’ นี่ช่างสรรหามาพูดจริง ๆ เธอรู้ว่าคุณอาสะใภ้รองติดคลิปสั้น แต่บางคำก็ไม่ได้ใช้กันแบบนี้เสียหน่อย……
“ตาแก่นั่นอ้าปากกว้าง ในปากมีเขี้ยวสองซี่เหมือนแวมไพร์ แล้วพุ่งเข้าใส่ผู้หญิงคนนั้นทันที แต่ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ใช่คนที่จะรับมือได้ง่าย ๆ มือหนึ่งถือเส้นหมึกดำ อีกมือกำแผ่นยันต์สีเหลืองไว้ปึกหนึ่ง สู้กันจนฟ้าดินมืดมัวไปหมด”
“สุดท้ายผู้หญิงคนนั้นก็เป็นฝ่ายชนะ ตาแก่นั่นถูกมัดกลับไปแน่นหนา แถมบนตัวยังแปะแผ่นยันต์ไว้เต็มไปหมด สมัยนั้นส่วนใหญ่พวกเรายังฝังศพกัน แต่ลูก ๆ ของบ้านนั้นอยากเผาเขาเสียตรงนั้น จะได้ตัดปัญหาไปตลอดกาล”
“พวกเขาต้องมีอะไรปิดบังอยู่ในใจแน่ ๆ”
พ่อของอวี้อิ่งไม่รู้ว่ามานั่งด้วยตั้งแต่เมื่อไร เอ่ยอย่างมั่นใจ
