“ไอ้ตัวซวยเอ๊ย! บอกให้ดูแลน้องดี ๆ แล้วนี่แกดูแลน้องยังไงกัน ลูกเนี่ยนจือของแม่...”
เจียงเนี่ยนจือปวดหัวแทบระเบิด พอลืมตาตื่นขึ้นมาก็ได้ยินเสียงร้องไห้โวยวาย
“แม่ น้องฟื้นแล้ว” ชายหนุ่มที่ถูกจิ้มหน้าผากด่าทอเห็นเจียงเนี่ยนจือกะพริบตา ดวงตาแดงก่ำก็เบิกกว้างขึ้นอย่างยินดี ก่อนจะพุ่งเข้ามาข้างเตียงทันที
ติงหงเหมยได้ยินดังนั้นก็รีบมานั่งข้างเตียง อุ้มเจียงเนี่ยนจือขึ้นมา “เนี่ยนจือ ลูกรักของแม่ เป็นยังไงบ้าง หือ?”
เจียงเนี่ยนจือยังมึนงงอยู่บ้าง เธอกวาดตามองสภาพแวดล้อมรอบตัวด้วยความสงสัย
บนเพดานเป็นคานไม้ที่เรียงต่อกัน มีแผ่นไม้สีดำคล้ำอยู่ด้านบน ผนังรอบห้องฉาบด้วยดินสีขาว มีรอยด่างเป็นหย่อม ๆ
ชายหนุ่มที่นั่งยอง ๆ อยู่หน้าเตียงเธอมีผิวคล้ำ ใบหน้าดูร้อนใจ เสื้อผ้าที่สวมอยู่ยังมีรอยปะ
ที่นี่ที่ไหนกัน?
เจียงเนี่ยนจือนึกถึงเสียงที่ได้ยินในหัวก่อนหมดสติขึ้นมาได้ทันใด
เสียงนั้นบอกว่า “กลับไปเถอะ กลับไปยังที่ที่เธอควรอยู่...”
“ที่นี่คือ...” เจียงเนี่ยนจือเผลอเอ่ยออกมา
“เนี่ยนจือ ในที่สุดเธอก็ฟื้นแล้ว” เธอยังพูดไม่ทันจบ ชายหนุ่มที่นั่งยองอยู่หน้าเตียงก็ร้องไห้โฮขึ้นมา “ถ้าเธอยังไม่ฟื้น แม่ต้องตีพี่ตายแน่”
ติงหงเหมยตบหลังลูกชายฉาดหนึ่ง “ร้องอยู่ได้ รู้จักแต่ร้อง ดีที่เนี่ยนจือไม่เป็นอะไร ถ้าเนี่ยนจือเป็นอะไรไป แม่จะจัดการแกให้หนักเลย”
เจียงเนี่ยนจือหันไปมอง ชายหนุ่มถูกตีแล้วก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงเกาหัวแล้วหัวเราะ “แหะ ๆ” ดูซื่อ ๆ เซ่อ ๆ
ยังไม่รู้สถานการณ์ชัดเจน เจียงเนี่ยนจือจึงไม่กล้าเอ่ยอะไรบุ่มบ่าม
ติงหงเหมยสงสารลูกสาว ตั้งแต่เล็กเจียงเนี่ยนจือก็สุขภาพอ่อนแอ เจ็บป่วยอยู่เสมอ ตอนนี้ยังตกน้ำอีก พอเห็นเธอดูอ่อนระโหยโรยแรง ก็รีบพูดว่า “เนี่ยนจือ พักก่อนนะ แม่จะไปทอดไข่ให้ลูก”
เธอวางเจียงเนี่ยนจือลงนอนบนเตียง แล้วตบลูกชายอีกฉาด “ไอ้ตัวแสบ ยังไม่รีบมาจุดไฟอีก”
“อ้อ”
ชายหนุ่มตาแดงก่ำ ลูบผมเจียงเนี่ยนจือเบา ๆ “เนี่ยนจือเด็กดี พี่ไปก่อไฟต้มไข่ให้กินนะ นอนพักดี ๆ ล่ะ”
เสียงติงหงเหมยเร่งมาจากข้างนอก “เจียงเฉิง รีบ ๆ หน่อย มัวชักช้าอะไรอยู่”
“เออ มาแล้ว”
เมื่อทุกคนออกไปหมดแล้ว เจียงเนี่ยนจือถึงได้มีเวลาทบทวนสถานการณ์ตอนนี้
เมื่อกี้ผู้หญิงคนนั้นเรียกผู้ชายคนนั้นว่าเจียงเฉิงสินะ?
แล้วยังเรียกเธอว่าเนี่ยนจืออีก...
เจียงเนี่ยนจือมองบ้านที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของยุคสมัย พลางยกมือปิดหน้า หากไม่มีอะไรผิดพลาด เธอคงทะลุเข้ามาในนิยายแล้ว
ทะลุเข้ามาในนิยายยุคเก่าที่เธออ่านก่อนหมดสติ
นิยายเรื่องนี้เล่าผ่านมุมมองของพระเอก เจ้าของร่างเดิมชื่อเจียงเนี่ยนจือ เป็นรักแรกที่จากไปตั้งแต่ยังสาวของพระเอก
เป็นสาวงามสุขภาพอ่อนแอ เจ็บป่วยอยู่เสมอ
หลังจากเสิ่นเฉิง พระเอกของเรื่อง ตกหลุมรักเธอได้ไม่นาน เธอก็สิ้นใจจากไป
เพราะชื่อเหมือนกัน เจียงเนี่ยนจือจึงรู้สึกอินไปกับตัวละคร และไม่ได้อ่านเนื้อเรื่องช่วงหลัง
แต่เธอจำได้ว่าเจ้าของร่างเดิมมีแม่ชื่อติงหงเหมยที่รักลูกสาวมากกว่าลูกชาย มีพี่ชายกับพี่สาวที่ตามใจน้องสาว และมีน้องชายอีกคน พี่ชายชื่อเจียงเฉิง ส่วนพ่อเสียชีวิตไปตั้งแต่เนิ่น ๆ เธอไม่เห็นผู้ชายที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับพ่อเลยจริง ๆ
นึกได้ดังนั้น เจียงเนี่ยนจือก็รีบลงจากเตียง หยิบกระจกบนตู้มาส่องดู
เมื่อเห็นใบหน้าที่เหมือนกับตัวเองทุกประการในกระจก เจียงเนี่ยนจือก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
วินาทีต่อมา คิ้วของเธอก็ขมวดขึ้นทันที
นี่มัน...
สาวงามสุขภาพอ่อนแอเหรอ?
ผู้หญิงในกระจกผอมแห้งกว่าเธอมาก แถมยังผิวคล้ำกว่าอีกด้วย
เธอยกแขนขึ้น พลางหันไปมอง ไม่มีกล้ามเนื้อสักนิด ผอมแห้งเหมือนไก่ดำตัวหนึ่ง
ยังไม่ทันได้บ่น เจียงเนี่ยนจือก็ไอออกมาหลายครั้ง ร่างกายโงนเงน ความรู้สึกเวียนหัวจนบ้านหมุนถาโถมเข้ามา
ยังดีที่เธออยู่ข้างเตียงพอดี
เจียงเนี่ยนจือรีบยื่นมือไปพยุงขอบเตียง แล้วสูดหายใจแรง ๆ
เธอกลายเป็นสาวงามสุขภาพอ่อนแอจริง ๆ เหรอ?
นี่มันอ่อนแอเกินไปแล้ว!
ก่อนทะลุเข้ามาในนิยาย เจียงเนี่ยนจือเป็นแชมป์โลกศิลปะการต่อสู้ตัวจริง
จู่ ๆ ก็มาโผล่ในยุค 80 แถมยังกลายเป็นคนอ่อนแอขนาดนี้ เจียงเนี่ยนจือทำใจยอมรับได้ยากอยู่พักหนึ่ง
นี่ต้องเป็นความฝันแน่ ๆ ใช่แล้ว เป็นความฝันแน่นอน!
หลังนอนพักอยู่ครึ่งวัน กินไข่ดาวสองฟอง เจียงเนี่ยนจือก็ยอมรับความจริงได้ในที่สุด
ทำอะไรไม่ได้ ไม่ยอมรับความจริงแล้วเธอจะทำอะไรได้ล่ะ?
ติงหงเหมยกับเจียงเฉิงออกไปทำงาน ทิ้งน้องชายวัยห้าขวบไว้เฝ้าเจียงเนี่ยนจือข้างเตียง
เจียงเนี่ยนจือจ้องตากับน้องชายตัวดำคล้ำ
หลังลองหยั่งเชิงอย่างอ้อม ๆ หลายครั้ง เจียงเนี่ยนจือก็ได้รู้จากปากเด็กน้อยว่าตอนนี้เป็นยุค 80 และปีนี้คือปี 1981
เธอจำได้ว่าตอนอ่านหนังสือเล่มนี้ แม้จะเป็นยุคสมัยสมมติ แต่ภาพรวมก็ไม่ต่างจากยุค 80 จริง ๆ มากนัก
เดิมทีเธอไม่ได้คาดหวังอะไรนัก เพราะเด็กอายุไม่กี่ขวบจะไปรู้อะไร แค่ถามหยั่งเชิงไปอย่างนั้น
ไม่คิดเลยว่าเด็กน้อยจะรู้จริง ๆ คงเคยได้ยินผู้ใหญ่พูดผ่านหูมาบ้าง
“พี่ อยากดื่มน้ำไหม?” เจียงโต้วโต้วถามเสียงอ้อแอ้ ดวงตากลมโตดำขลับ
เสื้อผ้าของเด็กน้อยยิ่งดูธรรมดา ไม่เพียงมีแต่รอยปะ ผ้ายังหยาบอีกด้วย
เจียงเนี่ยนจือนอนตะแคง ใช้มือข้างหนึ่งเท้าศีรษะ
เด็กน้อยยืนอยู่ข้างเตียง คุยกับเธอ แต่สายตากลับจ้องชามบนตู้ไม่กะพริบ
ในชามมีน้ำซุปที่เหลือจากไข่ดาวที่เธอกิน
ดวงตากลม ๆ คู่นั้นแทบจะถลนเข้าไปในชามอยู่แล้ว
“โครก...”
เสียงท้องของเจียงโต้วโต้วร้องดังสนั่น เขาตกใจจนรีบกอดท้อง แล้วหันมามองเจียงเนี่ยนจืออย่างตะลึง
“พี่ ผมไม่ได้คิดจะแย่งของกินของพี่นะ” เขามองเธออย่างน่าสงสาร
เจียงเนี่ยนจือกลั้นไม่ไหว หลุดหัวเราะพรืดออกมา
ความหดหู่จากการทะลุเข้ามาในนิยายอย่างไม่คาดฝันพลันจางหายไปเพราะเรื่องเล็ก ๆ นี้
“ดื่มเถอะ พี่อิ่มแล้ว”
“จริงเหรอ?” เจียงโต้วโต้วเบิกตากลมโต มองเจียงเนี่ยนจืออย่างดีใจ
เจียงเนี่ยนจือใจอ่อน ยื่นมือไปลูบศีรษะเด็กน้อย “จริงสิ กินเถอะ”
พอได้รับอนุญาตจากเจียงเนี่ยนจือ เจียงโต้วโต้วก็ไม่เกรงใจอีก รีบประคองชามขึ้นมาดื่มน้ำซุปอย่างตื่นเต้น
เขาดื่มเร็วมาก เสียงกลืนดัง “อึก ๆ” ราวกับไม่เคยได้กินจนอิ่มมาหลายร้อยปี
มองร่างกายผอมแห้งของเขาแล้ว ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้กินจนอิ่มจริง ๆ
เจียงเนี่ยนจือถอนหายใจ เธอทะลุเข้ามาในนิยายยุคเก่าที่อ่านจริง ๆ ตัวละครทุกคนตรงกับที่จำได้หมด
แค่อ่านช่วงต้นของหนังสือ เจียงเนี่ยนจือก็รู้แล้วว่าครอบครัวนี้ยากจนขนาดไหน
แม้การทะลุมิติมาอย่างไม่คาดคิดจะทำให้เธอยอมรับได้ยากในตอนแรก แต่พอใจเย็นลงแล้ว กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ได้พักผ่อนอย่างแท้จริงเพียงไม่กี่ครั้งในชีวิตของเจียงเนี่ยนจือ
คุณปู่เป็นแพทย์แผนจีน ส่วนพ่อเป็นนักกีฬาต่อสู้
ตั้งแต่เด็ก เธอก็แบกรับความหวังของพ่อกับคุณปู่ และพยายามไม่หยุดหย่อน
เธอกลายเป็นแชมป์โลกศิลปะการต่อสู้ และยังเป็นหมอเทวดามือผี
แต่เธอไม่เคยคิดจริงจังเลยว่าตัวเองอยากทำอะไร คุณปู่กับพ่อก็ไม่เคยสนใจเรื่องนั้นเช่นกัน
มีเพียงตอนเห็นเพื่อนสนิทได้รับความรักและการตามใจจากครอบครัว เธอถึงจะอดทอดถอนใจด้วยความอิจฉาจากใจไม่ได้
เธออดคิดไม่ได้ว่า หรือเพราะความปรารถนานั้นฝังลึกเกินไป เธอถึงได้ทะลุเข้ามาอยู่ในครอบครัวที่ใฝ่ฝัน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเจ้าของร่างเดิมเป็นคนที่ครอบครัวรักและตามใจมาก
เมื่อคิดได้เช่นนี้ จากความรู้สึกยอมรับไม่ได้ในตอนแรก เจียงเนี่ยนจือก็เริ่มมีความคาดหวังขึ้นมาทีละน้อย
เธอจะได้ใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองต้องการจริง ๆ ไหมนะ?
ตอนเย็นติงหงเหมยกับเจียงเฉิงกลับมา พอถึงมื้อเย็นเจียงเนี่ยนจือก็ได้สัมผัสกับความยากจนของครอบครัวนี้อย่างลึกซึ้ง
ยากจนเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการได้
โจ๊กข้าวโพดใสจนแทบเป็นน้ำ ไม่มีเครื่องเคียงอะไรเลย มีเพียงผักดองจานเล็กที่ไม่ได้ใส่น้ำมัน
แต่เจียงโต้วโต้วกับเจียงเฉิงกลับกินกันอย่างเอร็ดอร่อย ทั้งคู่ตักข้าวเข้าปากคำโต กินอย่างรวดเร็วราวกับหิวมานาน
อาหารที่ทั้งครอบครัวกินมีเท่านี้ แต่ในชามตรงหน้าเจียงเนี่ยนจือกลับยังมีไข่นอนอยู่สองฟอง
ในยุคนี้ ไข่ถือเป็นของหายาก
แค่มองอาหารที่พวกเขากิน เจียงเนี่ยนจือก็รู้แล้วว่าไข่สองฟองนี้มีค่ามากแค่ไหน
เจียงโต้วโต้วแอบมองไข่ในชามของเธอด้วยความอยากกินอยู่หลายครั้ง กลืนน้ำลายไม่หยุด
(หมายเหตุ: นางเอกก็คือเจ้าของร่างเดิม)
