ณ ซอกหินข้างลำธารแห่งหนึ่ง ซ่งหวยหนิงพบต้นเหอโส่วอูที่เติบโตอย่างงดงามด้วยความดีใจอย่างยิ่ง
ช่วงเดือนแปดเดือนเก้าเป็นฤดูดอกเหอโส่วอูบานพอดี
เถาวัลย์เรียวเล็กพันเกาะอยู่ตามขอบซอกหิน บนนั้นมีดอกไม้สีเขียวอ่อนบานเป็นกระจุกเล็ก ๆ อยู่เต็มไปหมด
เมื่อขุดลงไปด้านล่าง รากสีน้ำตาลแดงที่ฝังอยู่ในดินยิ่งอวบใหญ่
รูปทรงที่ค่อนข้างไม่เป็นระเบียบทำให้การขุดของซ่งหวยหนิงช้าลงอย่างมาก
นางใช้ความระมัดระวังอย่างที่สุด ขุดทั้งรากทั้งดินขึ้นมาได้ในที่สุด เหงื่อเต็มศีรษะด้วยความร้อน
นางยกมือขึ้นปาด เหงื่อและโคลนเลอะไปทั่วใบหน้า
ซ่งหวยหนิงยังไม่รู้สึกตัวใด ๆ ยังคงแยกเขี้ยวยิ้มอย่างร่าเริง
รากของเหอโส่วอูนั้นใหญ่จนเกือบเท่าใบหน้าของซ่งหวยหนิง
แต่เถาวัลย์ด้านบนกลับขึ้นรกหนาทึบเกินไป นางจึงฟันทิ้งด้วยมีดเสียหนึ่งที
เพื่อทดสอบว่าดินดำจะปลูกโอสถให้หยั่งรากได้หรือไม่ ซ่งหวยหนิงจึงใช้สองมือประคองเหอโส่วอูเข้าไปในมิติ
นางวิ่งกระยืดกระยาดมายังบ่อน้ำ ขุดหลุมหนึ่งขึ้น แล้วปลูกเหอโส่วอูลงไปอย่างประณีตบรรจง
เหอโส่วอูชอบอากาศอบอุ่นชุ่มชื้น ปลูกที่นี่ก็เหมาะสมพอดี
ทันทีที่ปลูกลงดิน ซ่งหวยหนิงก็วักน้ำในบ่อขึ้นมาราดลงบนเหอโส่วอูอีก
เดิมคิดว่าต้องใช้เวลาสักพักจึงจะรู้ผล
แต่ไม่คิดเลยว่า เกือบจะมองเห็นด้วยตาเปล่าว่า บริเวณเถาวัลย์ที่ถูกตัดนั้นงอกยอดอ่อนสีเขียวขจีขึ้นมาใหม่
ซ่งหวยหนิงลืมตากว้างด้วยความตกตะลึง ดินดำนี้ยังเร่งการเติบโตของโอสถได้อีก!
เช่นนั้นก็มิเท่ากับว่า...
"วิเศษเกินไปแล้ว!"
ซ่งหวยหนิงดีใจจนกระโดดสูงถึงสามฉื่อ
เมื่อยืนยันข้อสันนิษฐานในใจได้แล้ว ซ่งหวยหนิงก็รีบออกจากมิติทันที
มองดูโอสถทั่วหุบเขา นางเผยยิ้มที่สดใสที่สุดนับตั้งแต่เกิดใหม่มา
ในใจกลับน่าเสียดายที่ไม่สามารถขุดสมุนไพรทั้งหุบเขานี้กลับไปได้ในครั้งเดียว
จึงได้แต่เลือกขุดเฉพาะที่สำคัญก่อน
ไม่กล้าประวิงเวลาแม้สักนาที ซ่งหวยหนิงยามีดสับฟืนขึ้นมาแล้วขุดอย่างเอาเป็นเอาตาย
พอขุดจนเหนื่อยก็ดื่มน้ำบ่ออีกสองสามอึก ก็กลับมามีชีวิตชีวาดังเดิม
ซ่งหวยหนิงในตอนแรกกังวลว่าการทำรากของสมุนไพรบาดเจ็บจะกระทบต่ออัตราการรอดชีวิต
จนถึงขั้นปลอบใจตนเองว่า หากปลูกไม่ขึ้นก็จะแปรเป็นด้วยาแทน
ถือคติว่าอย่างไรก็ไม่มีทางขาดทุน
ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามก็ขุดสมุนไพรสด ๆ ได้หลายสิบต้น
หุบเขาที่เคยกลมเกลียว บัดนี้คล้ายถูกโจรภูเขามากวาดล้าง มีหลุมดินเลอะเทอะอยู่ทั่วทุกหน สมุนไพรภายในนั้นล้วนถูกซ่งหวยหนิงเก็บเข้ากลิ่นหมดแล้ว
"น่าเสียดาย ในหุบเขากลับไม่มีโสม ถ้ามีขุดสักต้นกลับไปจะได้บำรุงร่างกายท่านแม่"
เมื่อรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป ซ่งหวยหนิงก็อดไม่ได้ที่จะยกมือเท้าการหน้าผาก
มนุษย์เรานี่ไม่รู้จักพอจริง ๆ
มีโอสถอายุหลายปีมากมายเพียงนี้ เมื่อก่อนนางคงจะดีใจจนหาทิศเหนือไม่เจอ
โสมมิใช่หัวไชเท้านี่นา จะให้มีเมื่อไรก็มีได้ที่ไหน
เมื่อเก็บโอสถเสร็จ พลบค่ำยังมาไม่ถึง ซ่งหวยหนิงก็ตัดใจไม่คิดจะอยู่นานอีก
อันที่จริงนางก็ยังไม่รู้ว่าตอนนี้ตนอยู่ที่ไหน
ก่อนหน้านี้เดินวกไปวนมาอยู่ในถ้ำมืดสนิท ต่อให้เป็นผู้มีสัมผัสทิศทางดีเพียงไรก็ต้องมึนงง
ขณะที่ยังมีแสงแดดดีอยู่ ยังพอใช้สิ่งนี้แยกทิศทางได้ เพราะในป่าเก่าแก่ที่ต้นไม้บดบังฟ้าจนมืดมน หากหลงทางย่อมเป็นเรื่องถึงตายแน่นอน
หากพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว นางมีหวังได้ติดอยู่ในป่าลึกแห่งนี้เป็นแน่
เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้นี้ ใบหน้าน้อย ๆ ของซ่งหวยหนิงก็ยับย่นเข้าด้วยกัน
หากกลับทางเดิมก็....
เหมือนในที่สุดจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เสียงโหยหวนของซ่งหวยหนิงก็ดังก้องไปทั่วหุบเขาอยู่นาน
"อ๊ากกกก!! หมูป่าของข้า!!"
คราวนี้ความเร็วในการคลำทางอยู่ในถ้ำ เร็วกว่าตอนขามาหลายเท่านัก
ถึงกับเอามือซ่งหวยหนิงยังคว้าผลไม้ป่าสด ๆ มาได้ลูกหนึ่ง ส่งเข้าปากคำแล้วคำเล่า
นอกจากจะเปรี้ยวจนหน้าเล็ก ๆ ยับย่นเข้าด้วยกันแล้ว อย่างอื่นดีหมด
ใช้เวลาเพียงครึ่งหนึ่งของตอนขามา ซ่งหวยหนิงก็กลับมายังบ่อน้ำเยือกเย็นอีกครั้ง
นางออกจากมิติไปหยิบคบเพลิงขึ้นมาอันหนึ่ง แสงสว่างสีเหลืองนวลส่องให้สิ่งแวดล้อมรอบกายสว่างขึ้น
ยังดีที่วันนี้ตอนออกจากบ้าน นางพกหินจุดไฟติดตัวมาด้วยอย่างน่าอัศจรรย์
ทันทีที่แสงสว่างขึ้น สายตาของซ่งหวยหนิงก็เล็งไปที่ซากหมูป่าลอยน้ำนั้นอย่างแม่นยำ
วางคบเพลิงลงกับพื้น ซ่งหวยหนิงก็เดินยิ้มกริ่มเข้าไปหาหมูป่าพลางเอามือถูกันไปมา
ท่าทางเหมือนคุณชายเสเพลที่กำลังยั่วเย้าหญิงสาวชาวบ้านไม่มีผิด
ในสมองของซ่งหวยหนิงคิดถึงร้อยวิธีในการกินหมูป่าตัวนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว แค่คิดน้ำลายก็แทบจะไหล
เมื่อเก็บหมูป่าเข้ามิติ ซ่งหวยหนิงจึงรู้สึกว่าการเข้าป่าเที่ยวนี้สมบูรณ์อย่างแท้จริง
บัดนี้ปัญหาที่อยู่ตรงหน้านางคือ จะปีนขึ้นไปอย่างไร
นางหยิบคบเพลิงขึ้นมาอีกครั้ง ขยับเข้าไปใกล้ตำแหน่งทางขึ้นแล้วเพ่งพินิจอย่างละเอียด
เมื่อยอง ๆ อยู่ริมบ่อน้ำเยือกเย็น ด้วยมุมที่จำกัด ทำให้มองไม่ค่อยชัด ทว่ากลับเห็นหลุมเล็ก ๆ เรียงกันอย่างเป็นระเบียบบนผนังถ้ำด้านข้างเลือน ๆ
ซ่งหวยหนิงตัดสินใจทำเลย กัดฟันยามคบเพลิงให้สูงแล้วลงไปในบ่อน้ำเยือกเย็น
ตามคาด น้ำนั้นเย็นเยือกถึงกระดูก ทันใดนั้นก็ขนลุกขึ้นทั้งตัว
เมื่อเข้ามาใกล้แล้วตรวจดู ในระยะที่คบเพลิงส่องสว่างเห็นเป็นร่องทางขึ้นตามแนวตั้งได้อย่างชัดเจนตลอดแนว
เพียงแค่เหยียบบนร่องที่เป็นขั้นบันไดนี้ นางก็สามารถปีนออกไปจากทางขึ้นนี้ได้
ซ่งหวยหนิงดีใจอย่างยิ่งในใจ มีวิธีออกไปแล้ว
เก็บคบไฟกลับเข้าสู่มิติ รอบข้างก็พลันตกอยู่ในความมืดอนันต์อีกครั้ง
ซ่งหวยหนิงคลำทางอยู่ในความมืด ขณะที่ปลายนิ้วสัมผัสถูกเข้า เธอก็เผยรอยยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากโดยไม่รู้ตัว
ปลายเท้ายึดกับรอยบากได้อย่างมั่นคง นิ้วมือยิ่งกุมรอยบากด้านบนไว้แน่น
จนแน่ใจว่าจับมั่นแล้วจึงกล้าก้าวปีนขึ้นทีละก้าว
ดูเหมือนง่ายดาย แต่เมื่อทำจริงแทบเอาชีวิตซ่งหวยหนิงไปครึ่งหนึ่ง
ระหว่างนี้ซ่งหวยหนิงก็ไม่กล้าเข้ามิติ เพราะกลัวว่าออกมาแล้ว หากพลั้งมือจะตกลงไปใหม่อีก นั่นเท่ากับเสียของได้ไม่คุ้มเสีย
ปีน ๆ หยุด ๆ ซ่งหวยหนิงรู้สึกว่าแขนขาปวดเมื่อยแทบทนไม่ได้ ตอนนี้มือไม้ยิ่งสั่นระริก
แต่เมื่อรับรู้ถึงแสงสว่างที่ส่องผ่านปากหลุมด้านบน ก็เหลืออีกเพียงน้อยนิด
สูดลมหายใจลึก ๆ กัดฟันกรามแน่น รวบรวมกำลังเรี่ยวแรงปีนจนสิ้นสุดระยะทางที่เหลือ
ทันทีที่ขึ้นมา ซ่งหวยหนิงก็ล้มตัวลงนอนกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง หายใจหอบถี่
มือทั้งสองหมดแรง เล็บยังแตกไปหลายนิ้วเพราะใช้แรงมากเกินไป
เลือดสดกำลังไหลซึมออกมาตามซอกนิ้ว
พอคนผ่อนคลาย ก็ถูกความเจ็บปวดถาโถมเข้าใส่
ซ่งหวยหนิงเองก็หน้าซีดยิ่งกว่าเดิมเพราะหมดแรง
แต่เมื่อดูจากฟ้า พระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว
เวลาจำกัด ในเวลานี้แม้แต่จะพักสักครู่ก็กลายเป็นความหวังที่ฟุ่มเฟือย
นางกระดกน้ำบ่อดื่มรวดเดียวเข้าไปหนึ่งใหญ่
โชคดีที่น้ำบ่อในมิติให้ผลดีเกินคาด
อย่างน้อยที่สุดตอนนี้ซ่งหวยหนิงก็ลุกขึ้นยืนได้ ขาสั่นพร่า ๆ พอจะเดินลงเขาได้อย่างเสียมิได้
แสงสุดท้ายของตะวันลาลับปกคลุมหมู่บ้านฉือเฉียวที่เชิงเขา
ควันไฟลอยอ้อยอิ่งขึ้นจากปล่องไฟของทุกครัวเรือน
กลับมามองที่เรือนของซ่งหวยหนิง
เจียงอ้ายจะมีกะจิตกะใจทำอาหารอีกเล่า ยามนี้นางร้อนใจราวกับมดบนกระทะ
เมื่อเห็นว่าฟ้ามืดค่ำแล้ว ซ่งหวยหนิงที่ออกไปตั้งแต่เช้าก็ยังไม่กลับมา
ขณะที่เจียงอ้ายร้อนใจจนไม่รู้จะทำอย่างไรนั้น
หน้าประตูเรือนก็ได้ต้อนรับแขกที่ไม่ได้รับเชิญผู้หนึ่ง
คนยังไม่ถึง เสียงกลับมาถึงก่อน เสียงจงใจดัดจริตให้อ่อนหวานแทรกเข้ามาในหูของเจียงอ้าย
"โอ๊ะ~ ท่านพี่สะใภ้รอผู้ใดอยู่หรือเจ้าคะ หรือว่ารอหลานสาวคนโตของข้าอยู่"
สิ้นเสียง เจียงอ้ายอาศัยแสงตะวันยามอัสดงก็มองเห็นคนมาชัดเจน
ก็คือซ่งเจินเหมย น้องสาวของสามีนางเองนั่นแหละ
