“ไม่ต้องห่วง เขาไม่กล้าไปหรอก”
ต่อให้ไปจริง หนานเหวินฉีก็ไม่ใส่ใจเรื่องนี้อยู่ดี เพราะหนานเหวินฉีจะอ่อนโยนกับเด็กที่เชื่อฟังและเอาถ่านเท่านั้น
หนานจือเหยียนเข้าใจเหตุผลข้อนี้ตั้งแต่ยังเด็ก
หนานจือเหยียนเก็บกล่องยาให้เรียบร้อย ก่อนตอบกลับเสียงเรียบ ไม่รู้ว่านึกถึงอะไรขึ้นมา ท่าทางจึงชะงักไปเล็กน้อย
“เสบียงของตระกูลลู่ที่ส่งไปยังดาวอัลฟาตกอยู่ที่เมืองลั่ว ระหว่างที่คุณชายยังไม่รู้เรื่อง รีบหาเวลาไปเอาของกลับมา ส่วนที่เหลือฉันจัดการเอง”
หนานจือเหยียนเองก็ไม่คิดว่าหนานหรงจะกล้าถึงขนาดนี้ เพื่อใส่ร้ายหนานจือสิง ถึงกับกล้าลงมือกับยานขนส่งของตระกูลลู่
“พี่รู้ได้ยังไง!”
หนานจือสิงเริ่มรู้สึกผิด ภารกิจขนส่งเสบียงครั้งนี้ลู่เยี่ยนจิ่งมอบหมายให้เขาโดยตรง ไม่คิดเลยว่าระหว่างทางจะถูกโจรสลัดอวกาศปล้น เขากำลังไม่รู้ว่าจะรายงานคุณชายยังไงดี
ตอนแรกคิดว่าคงโดนลงโทษแน่ ๆ ยังดีที่มีพี่สาวอยู่
หนานจือเหยียนไม่พูดอะไร เพียงส่ายหน้าให้หนานจือสิง
เมื่อหนานจือเหยียนไม่พูด ก็ไม่มีใครเค้นถามอะไรได้ แม้หนานจือสิงจะสงสัย แต่ก็ไม่ได้ถามต่อ
อารมณ์ของวัยรุ่นมักฟื้นตัวได้เร็ว เมื่อครู่ยังดูห่อเหี่ยวอยู่เลย แต่เพียงพริบตาเดียว หนานจือสิงก็ลุกขึ้นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วรีบร้อนเดินออกไป
พอเดินถึงประตู หนานจือสิงก็หยุดฝีเท้า หันกลับมามองหนานจือเหยียน สีหน้าลังเลขึ้นมาเล็กน้อย
“พี่ พวกเราเมื่อไหร่ถึงจะได้ไปหาแม่เหรอ?”
หนานจือสิงถามอย่างระมัดระวัง พอเห็นสีหน้าของหนานจือเหยียนพลันเคร่งขรึมลง ก็ยิ่งลนลาน
“ผมแค่ถามดู ถ้าไปไม่ได้ก็ไม่เป็นไร”
พูดจบ หนานจือสิงก็ปิดประตูเบา ๆ ทว่าสีหน้ากลับปิดบังความผิดหวังไม่มิด
มือที่กำแน่นของหนานจือเหยียนค่อย ๆ คลายออก เธอมองรอยเล็บที่กดลงบนฝ่ามือของตัวเอง แววตาหม่นลงเล็กน้อย
เธอเองก็อยากไปหาแม่ ผู้หญิงคนนั้นที่มอบความรักทั้งหมดให้เธอในโลกใบนี้
หนานจือเหยียนไม่ได้หยุดอยู่นาน เธอลุกขึ้นแล้วเดินไปยังชั้นสอง ห้องหนังสือของหนานเหวินฉี
“อาเหยียน เรื่องนี้ลูกจัดการได้ดีมาก เอาอย่างนี้แล้วกัน สุดสัปดาห์หน้า พาน้องอาสิงไปหาแม่ของพวกเธอเถอะ”
หนานเหวินฉีนั่งอยู่หลังโต๊ะ ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มไม่จาง มองหนานจือเหยียนด้วยแววตาที่แฝงความพึงพอใจอยู่ลึก ๆ
เขาพอใจกับหนานจือเหยียนในตอนนี้มาก เมื่อเทียบกับเด็กที่ไม่ยอมอยู่ในโอวาทเมื่อก่อนแล้ว เธอช่างถูกตากว่ามาก และเป็นผลงานชิ้นเอกที่เขาภูมิใจที่สุดในตอนนี้
เมื่อได้ยินคำพูดของหนานเหวินฉี ขนตาของหนานจือเหยียนที่ก้มหน้าอย่างนอบน้อมก็ไหววูบ แต่เธอยังคงพยายามข่มอารมณ์เอาไว้
เธอรู้ว่านี่คือรางวัล
“ขอบคุณค่ะพ่อ”
“ส่วนอาหรง ถึงเวลาสั่งสอนสักหน่อยแล้ว”
เห็นได้ชัดว่าหนานเหวินฉีรู้ดีว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นข้างล่าง
หนานจือเหยียนเงียบงัน ส่วนหนานเหวินฉีก็เหมือนพูดกับตัวเอง เขาโบกมือให้เธอออกไป
ตอนนี้หนานจือเหยียนไม่สนใจเรื่องอื่นเลย เพียงแค่นึกว่าจะได้พบผู้หญิงคนนั้น ความเย็นชาที่ฉายอยู่ในดวงตาก็จางลงเล็กน้อย
เธอไม่ยอมให้อารมณ์เผยออกมาแม้แต่น้อย จนกระทั่งถอยออกมานอกห้อง มุมปากของหนานจือเหยียนจึงอดยกขึ้นนิด ๆ ไม่ได้ ทว่าไม่นานก็กลับตกลง
โรงเรียนหลวงเซนต์เดอริกมีวันหยุดประจำสัปดาห์ หนานจือเหยียนกับคนอื่น ๆ จะกลับบ้านตระกูลหนานได้ก็เฉพาะวันนั้น
หนานจือสิงกลับมาถึงบ้านตระกูลหนานในเช้าวันที่ต้องไปโรงเรียนพอดี
เขาไม่มีเวลากินมื้อเช้า รีบสวมเครื่องแบบแล้วนั่งลงข้างหนานจือเหยียน
เด็กสาวยังคงถือหนังสือประวัติศาสตร์จักรวรรดิเล่มนั้นท่องจำ แสงอาทิตย์ยามเช้าส่องลอดเข้ามาทางหน้าต่างรถที่เปิดแง้มไว้ ราวกับฉาบประกายทองลงบนผิวขาวผ่องของเธอ
“คุณชาย”
สุยอวี้ถอนสายตาที่แอบมองอยู่กลับไปพร้อมกับที่หนานจือเหยียนเงยหน้าขึ้น เขาพยักหน้าเล็กน้อย ทักทายหนานจือสิงที่นั่งอยู่ข้างเธอ
“อืม”
หนานจือสิงพยักหน้าส่ง ๆ เขาไม่ค่อยชอบพ่อบ้านคนนี้ รู้สึกว่าอีกฝ่ายมีอะไรแปลก ๆ
แต่คนคนนี้เป็นคนที่หนานเหวินฉีหามา พวกเขาก็พูดอะไรมากไม่ได้
“พี่ สุดสัปดาห์นี้เราจะได้เจอแม่จริง ๆ ใช่ไหม?”
สีหน้าของหนานจือสิงตื่นเต้น ก่อนกลับมาเขาได้รับข้อความจากหนานจือเหยียนผ่านเครื่องสื่อสารส่วนตัว ดีใจมาตลอดทาง เขาไม่ได้เจอแม่มานานมากแล้ว
“อืม พ่อรับปากแล้ว”
ในดวงตาของหนานจือเหยียนมีรอยยิ้มเพิ่มขึ้น แสงแดดส่องผ่านม่านตาสีอำพันจนสว่างใส ราวกับมีแสงดาวไหวระยิบอยู่ภายใน
สายตาของสุยอวี้ชะงักไปชั่วขณะ ราวกับสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง หนานจือเหยียนเอียงหน้าเล็กน้อย มองไปทางเขา
ครู่ต่อมา หนานจือเหยียนก็ขมวดคิ้วนิด ๆ แล้วสวมแว่นตา
โรงเรียนหลวงเซนต์เดอริกตั้งอยู่ใจกลางเมืองอูร์ลาฟ ฝั่งตรงข้ามคืออาคารรัฐสภา แสดงให้เห็นถึงสถานะของโรงเรียนเก่าแก่ที่มีประวัติยาวนานกว่าร้อยปีได้เป็นอย่างดี
รถค่อย ๆ จอดลง หนานจือสิงกับหนานจือเหยียนลงจากรถตามลำดับ
การปรากฏตัวของทั้งคู่ดึงดูดความสนใจจากผู้คนไม่น้อยในทันที
เหตุผลไม่มีอะไรซับซ้อน เป็นเพราะฐานะของพวกเขา แน่นอนว่าไม่ใช่ฐานะทายาทเอิร์ลแห่งตระกูลท่าหลาน แต่เป็นเพราะลู่เยี่ยนจิ่ง
“อาเหยียน อาสิง!”
เสียงหวานใสดังมาจากไม่ไกล ทั้งสองเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน
เด็กสาวที่ยืนห่างออกไปไม่กี่ก้าวมีใบหน้างดงามเป็นเลิศ ผมหยักศกยาวสีเข้มคล้ายสาหร่ายทิ้งตัวลงบนบ่า ดูซุกซนอยู่บ้าง เพียงยืนอยู่ตรงนั้นก็เรียกสายตาจากผู้คนรอบข้างได้อย่างง่ายดาย
“คุณหนูอู่น่า”
อู่น่า เซด คุณหนูผู้มีสายเลือดราชวงศ์คนนี้ ว่ากันว่ากษัตริย์เตรียมเธอไว้เป็นคู่หมั้นของลู่เยี่ยนจิ่ง โดยหวังจะได้รับการสนับสนุนและความคุ้มครองจากตระกูลลู่
อย่างไรเสีย ราชวงศ์ของจักรวรรดิแห่งนี้แทบจะกลายเป็นเพียงสัญลักษณ์ ไม่มีอำนาจใด ๆ เหลืออยู่แล้ว
แน่นอนว่าอู่น่ายังมีอีกฐานะหนึ่ง นั่นก็คือตัวประกอบหญิงตัวร้ายที่สุดในนิยายเรื่องนี้
แต่ตอนนี้ คนที่ดึงดูดสายตาผู้คนไม่ได้มีแค่อู่น่า ยังมีเด็กหนุ่มผมแดงหยักศก รูปร่างสูงโปร่งหน้าตาหล่อเหลา ซึ่งยืนอยู่ข้างเธอด้วย
หนานจือเหยียนเงยหน้าขึ้น ก็สบเข้ากับสายตาของอีกฝ่ายพอดี
เวยเซิงหลิ่น บุตรชายคนโตของตระกูลเวยเซิง บิดาของเขาเป็นมาร์ควิสเจาตู และประธานสภาสูงแห่งจักรวรรดิ ทั้งยังเป็นหนึ่งในผู้กุมอำนาจที่แท้จริงของจักรวรรดิ
ส่วนเวยเซิงหลิ่นเองก็คือพระรองหมายเลขสามในนิยายต้นฉบับ ช่วงแรกแอบรักอู่น่าซึ่งเป็นตัวประกอบหญิง ก่อนที่ภายหลังจะตกหลุมรักนางเอกเช่นกัน
“คุณชายเวยเซิง”
หนานจือเหยียนชะงักเล็กน้อย ก่อนทักทายเวยเซิงหลิ่นด้วย
“อืม”
ผ่านไปครู่หนึ่ง เวยเซิงหลิ่นถึงดูเหมือนจะรู้ตัวว่าหนานจือเหยียนกำลังทักทายเขา เขาเปล่งเสียงอู้อี้ออกมาคำหนึ่ง นับเป็นการตอบรับ
หนานจือเหยียนไม่ได้ใส่ใจ แม้จะเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก แต่เธอกับเวยเซิงหลิ่นก็ไม่ได้สนิทกัน เวยเซิงหลิ่นนิสัยไม่ดี ราวกับทุกเซลล์ในร่างกายเต็มไปด้วยสัญชาตญาณความรุนแรง
หนานจือเหยียนเคยเห็นเวยเซิงหลิ่นคลุ้มคลั่งระหว่างฝึกสมรรถภาพร่างกาย ถึงขั้นต่อยหุ่นยนต์รบรุ่นแรกจนระเบิดได้ด้วยหมัดเดียว
มีเพียงพระเอกอย่างลู่เยี่ยนจิ่งเท่านั้นที่กดเขาอยู่
ท่าทีไม่แยแสแบบนี้ถือว่าสุภาพแล้วสำหรับเขา ส่วนใหญ่คุณชายคนนี้ไม่คิดจะสนใจคนอื่นด้วยซ้ำ
“อาเหยียน ทำไมเยี่ยนจิ่งยังไม่มาอีกล่ะ?”
หนานจือเหยียนไม่ได้สังเกตว่าสายตาของอีกฝ่ายจับอยู่บนตัวเธอนานเกินไป เธอหันไปมองอู่น่าที่เอ่ยถาม
“คุณชายใกล้ถึงแล้วค่ะ”
เมื่อครู่อยู่บนรถ หนานจือเหยียนได้รับข้อความจากลู่เยี่ยนจิ่ง ให้เธอไปที่ห้องประชุมสภานักเรียนของโรงเรียนหลังเลิกเรียน
คนที่ได้รับข้อความนี้คงไม่ได้มีแค่เธอคนเดียว
พูดให้ชัดก็คือ สภานักเรียนของโรงเรียนเป็นเหมือนสภาจักรวรรดิฉบับย่อ โรงเรียนหลวงเซนต์เดอริกใช้ระบบให้นักเรียนบริหารจัดการกันเอง ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดกฎระเบียบภายในโรงเรียนหรือการบังคับใช้ระเบียบทางปกครอง ล้วนเป็นหน้าที่ของสภานักเรียน
ลูกหลานของตระกูลใหญ่หลายตระกูลต่างรับตำแหน่งหน้าที่บางอย่างอยู่ในนั้น
หนานจือเหยียนเป็นเลขานุการของประธานสภา ส่วนประธานสภาก็คือลู่เยี่ยนจิ่ง
เวยเซิงหลิ่นเป็นหัวหน้าฝ่ายสมรรถภาพร่างกายก็จริง แต่เป็นแค่ตำแหน่งลอย ๆ ไม่เคยทำงานอะไรเลย จนหนานจือเหยียนถูกบังคับให้ช่วยจัดการงานบางอย่างแทนเขาอยู่หลายครั้ง
