“โครม!”
“ไร้ประโยชน์ แค่เรื่องแค่นี้ยังทำไม่ได้ ฉันส่งแกไปอยู่ข้างลู่เยี่ยนจิ่ง ไม่ใช่ให้ไปหาเรื่องคนอื่น”
หนานจือเหยียนเพิ่งก้าวเข้าประตูมา เสียงเครื่องกระเบื้องใบใหญ่ตกกระแทกพื้นจนแตกกระจายก็ดังสนั่นเข้าหู ตามมาด้วยเสียงคำรามของหนานเหวินฉี
เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งยืนก้มหน้าอยู่กับที่ มองไม่เห็นสีหน้า แต่ตรงแก้มขาวผ่องมีรอยแดงจาง ๆ ให้เห็น
“พ่อคะ”
ตอนหนานเหวินฉียกมือขึ้นอีกครั้ง หนานจือเหยียนก็รีบเรียกเขาไว้ทัน
เสียงใสไพเราะของหญิงสาวดังก้องในห้องโถงที่ว่างเปล่า หุ่นยนต์แม่บ้านรับหนังสือเล่มหนาที่หนานจือเหยียนถืออยู่ไป ก่อนจะก้มลงวางรองเท้าแตะไว้ตรงหน้าเธอ
เปลี่ยนรองเท้าเสร็จ หนานจือเหยียนจึงค่อย ๆ เดินเข้าไป
“อาเหยียนกลับมาแล้วเหรอ”
พอเห็นหนานจือเหยียน สีหน้าของหนานเหวินฉีก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย มือที่เงื้อค้างอยู่สุดท้ายก็ไม่ได้ฟาดลงไป
“พี่”
พอได้ยินเสียงหนานจือเหยียน หนานจือสิงก็เงยหน้าขึ้นทันที แววตาสว่างวาบ ใบหน้าที่คล้ายหนานจือเหยียนอยู่หกเจ็ดส่วนเผยความน้อยใจอยู่บ้าง แต่เพราะโครงหน้าคมชัดแข็งแรงกว่า ความน้อยใจนั้นเลยดูขัดตาอยู่เล็กน้อย
“โอ้ พี่ใหญ่กลับมาแล้วเหรอ”
เสียงผู้ชายดังขึ้นข้างหู หนานจือเหยียนกวาดตามองไป จึงเห็นว่ายังมีคนอีกสองคนยืนอยู่ด้านหลังหนานเหวินฉี
หนานหรงกับหนานซิน ลูกนอกสมรสฝาแฝดชายหญิงที่หนานเหวินฉีโปรดปรานมาก
น้ำเสียงของหนานหรงเต็มไปด้วยความร้ายกาจ แววตาฉายความอยากดูเรื่องสนุกชัดเจน
หนานจือเหยียนไม่สนใจหนานหรง ไม่ได้มองหนานจือสิงด้วยซ้ำ เพียงยื่นกระดาษที่หยิบออกมาตอนลงจากรถให้หนานเหวินฉี
“พ่อคะ นี่คะแนนสอบประเมินผลรวมของโรงเรียนหลวงค่ะ”
การสอบประเมินผลรวมเป็นวิธีที่โรงเรียนหลวงเซนต์เดอริกใช้ทดสอบความสามารถรอบด้านของนักเรียน ครอบคลุมแทบทุกด้าน
แต่เน้นประเมินความสามารถทางการเมืองและไหวพริบทางการทหารของนักเรียนเป็นหลัก เพราะนักเรียนส่วนใหญ่ในโรงเรียนแห่งนี้เป็นลูกหลานตระกูลผู้ดี และจะเป็นผู้กุมอำนาจของจักรวรรดิในอนาคต
ผลสอบประเมินโดยรวมของหนานจือเหยียนอยู่ที่ระดับ เอพลัส
สีหน้าของหนานเหวินฉีดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คะแนนนี้ไม่ได้โดดเด่นที่สุดด้วยซ้ำ อันดับของเธอในโรงเรียนหลวงยังอยู่แค่ที่ห้า
แต่สำหรับตระกูลหนานแล้ว คะแนนนี้เหมาะสมที่สุด
ทำให้หนานเหวินฉีมีเรื่องเอาไปคุยอวดได้ ขณะเดียวกันก็ไม่ชวนให้ตระกูลใหญ่หลายตระกูลระแวง
นักเรียนสามอันดับแรกของโรงเรียนหลวงจะได้เป็นผู้เข้าชิงตำแหน่งเสนาบดีผู้ปกครองจักรวรรดิ ที่ผ่านมาล้วนถูกสี่ตระกูลใหญ่กวาดไปหมด พวกเขาไม่มีทางยอมให้ดาวรุ่งหน้าใหม่ปรากฏตัวขึ้นมาแน่
“ทำได้ดี”
หนานเหวินฉีเอ่ยชมหนานจือเหยียนสั้น ๆ ก่อนกวาดตามองหนานจือสิง แล้วหันไปมองหนานหรงกับหนานซิน
“หึ ไม่รู้เหมือนกันว่าแกไปอยู่ข้างลู่เยี่ยนจิ่งกับพี่สาวแล้วได้เรียนรู้อะไรบ้าง”
สุดท้ายสายตาก็กลับไปหยุดที่หนานจือสิง คราวนี้ผลสอบประเมินโดยรวมของเขาอยู่ที่ระดับ บี
ที่จริงก็ไม่ได้แย่ แค่หนานเหวินฉีไม่พอใจ
พูดจบหนานเหวินฉีก็หันหลังเดินขึ้นชั้นบน
เขาจึงไม่เห็นแววเยาะหยันที่วาบผ่านดวงตาของหนานจือเหยียน
เรียนรู้อะไรน่ะเหรอ? เรียนรู้วิธีเป็นหุ่นเชิดแสนเชื่อฟังที่ทำตามคำสั่งทุกอย่างหรือไง?
“พี่ใหญ่นี่เก่งจริง ๆ แค่กลับมา พ่อก็หายโกรธแล้ว”
หนานหรงแค่นเสียงเบา ๆ สีหน้าเก็บความอิจฉาไว้ไม่มิด หนานจือเหยียนทำอะไรก็โดดเด่นไปหมด แถมยังรู้จักเอาใจคนอีก
“หนานหรง หุบปากซะ อยากโดนอัดหรือไง?”
หนานจือสิงก้าวเข้าไปกระชากคอเสื้อหนานหรง สีหน้าดุดัน ก่อนที่หนานจือเหยียนจะทันพูดอะไร
จะว่าเขาก็ว่าไป แต่หนานจือสิงไม่ยอมให้ใครมาดูถูกพี่สาว คำพูดของหนานหรงแสดงเจตนาร้ายชัดเจนจนเขาฟังออก
“ทำอะไรน่ะ หนานจือสิง แกจะต่อยฉันหรือไง?”
ถึงจะถูกกระชากคอเสื้อ หนานหรงก็ไม่กลัว กลับมองหนานจือสิงอย่างยั่วยุ
เป็นผู้สืบทอดแล้วไง สุดท้ายก็ถูกส่งไปอยู่ข้างคนของตระกูลลู่เหมือนหมา เรียกมาก็ต้องมา ไล่ไปก็ต้องไป สักวันเขาจะแย่งตำแหน่งของหนานจือสิงมาให้ได้
“พี่ อย่าพูดเลย”
เห็นทั้งคู่ทำท่าจะลงไม้ลงมือ หนานซินก็มองขึ้นไปชั้นบนอย่างกระวนกระวาย ก่อนดึงแขนเสื้อหนานหรง สีหน้าหวาดกลัว
พ่อไม่ชอบให้พวกเขาทำตัวแบบนี้
“อาสิง”
แต่หนานจือเหยียนกลับไม่รีบร้อน เธอยกมือจับหมัดของหนานจือสิงไว้ก่อนจะฟาดลงไป แล้วส่ายหน้าให้เขา ก่อนจะดึงเขามายืนข้างหลังอย่างเด็ดขาด
“ดูท่าพี่ใหญ่จะรู้จักคิดจริง ๆ ไม่เสียแรงที่เป็นหมารับใช้คนสนิทของคุณชายอูร์ลาฟ”
เห็นหนานจือเหยียนทำแบบนั้น หนานหรงก็จัดเสื้อผ้าตัวเองอย่างไม่รีบร้อน คิดว่าเธอแค่กลัวหนานเหวินฉีที่อยู่ชั้นบนถึงได้เข้ามาห้าม แล้วหัวเราะออกมา
“แก...”
พอได้ยินคำพูดนี้ หนานจือสิงก็เดือดดาลยิ่งกว่าเดิม ทุกอย่างที่ตระกูลหนานมีในวันนี้ได้มาจากการแลกด้วยพี่สาวของเขา หนานหรงเป็นใคร ถึงกล้าพูดกับพี่แบบนั้น
เขากำลังจะลงมือ แต่หนานจือเหยียนก็ห้ามไว้อีกครั้ง
“พี่ เขา...”
ถูกห้ามอีกครั้ง หนานจือสิงโกรธจนตาแดงก่ำ
“พี่ อย่าพูดเลยนะ ฉันขอร้อง”
หนานซินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ อดพูดขึ้นมาไม่ได้ เธอมองหนานจือเหยียนอยู่หลายครั้ง
อีกฝ่ายไม่ได้มีสีหน้าเปลี่ยนไปเลย แต่กลับทำให้คนรู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล เธอจึงดึงแขนเสื้อหนานหรงอีกครั้ง แล้วเอ่ยวิงวอนเสียงเบา หวังให้เขาหุบปาก
“จะกลัวอะไร ทำไมขี้ขลาดขนาดนี้ ไร้ประโยชน์จริง ๆ”
หนานหรงดึงแขนเสื้อกลับ แม้แต่กับน้องสาวแท้ ๆ ก็ยังไม่คิดจะพูดดีด้วย
ไม่รู้ว่าหนานซินจะกลัวอะไร แม่ของพวกเขาเป็นผู้หญิงที่พ่อรักที่สุด ไม่อย่างนั้นพ่อคงไม่พาพวกเขากลับมาหรอก
หนานซินเซถอยไปเล็กน้อยเมื่อถูกหนานหรงผลัก เธอก้มหน้าลง น้ำตาคลออยู่ในดวงตา
ส่วนหนานจือเหยียนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ นอกจากห้ามหนานจือสิงไม่ให้ลงมือแล้ว ก็เพียงมองคนทั้งสามเงียบ ๆ ดวงตาสีอำพันใสราวกับกระจกดูเย็นชาเป็นพิเศษ
ราวกับคนที่ถูกคำพูดดูหมิ่นไม่ใช่ตัวเธอเอง
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าหนานจือเหยียนจะยอมให้ใครรังแกได้ง่าย ๆ
“เพียะ!”
ชั่วพริบตาต่อมา รอยฝ่ามือสีแดงสดก็ประทับลงบนใบหน้าของหนานหรง
ใบหน้าถูกตบจนหันไปด้านข้าง กลิ่นคาวเลือดซึมจากซอกฟันลงไปในลำคอ หนานหรงยกมือขึ้นคลำแก้มอย่างไม่อยากเชื่อ ก่อนหันกลับมา ก็เห็นหนานจือเหยียนกำลังใช้ผ้าเช็ดหน้าซับมืออยู่
ราวกับมือเปื้อนอะไรน่าขยะแขยงมา จนต้องรีบเช็ดให้สะอาดทันที
“แกกล้าตบฉันเหรอ? ฉันจะไปฟ้องพ่อ!”
หนานหรงโกรธจนแทบคลั่ง ตั้งแต่หนานเหวินฉีพาเขากลับมา เขาก็ไม่เคยต้องกล้ำกลืนความอัปยศแบบนี้ แม้แต่หนานเหวินฉีก็ยังไม่เคยลงมือตบเขา
“ไปสิ”
หนานจือเหยียนเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย แสงเย็นวาบสะท้อนจากเลนส์แว่น ผ้าเช็ดหน้าในมือค่อย ๆ ร่วงลงมา หุ่นยนต์แม่บ้านรับไว้ได้พอดี
เธอเหลือบตาขึ้นมองหนานหรง
“ถือโอกาสบอกพ่อด้วยนะว่าแกติดต่อกับโจรสลัดอวกาศยังไง แล้วปล้นเสบียงของตระกูลลู่”
พูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้น หนานจือเหยียนก็ไม่มองใบหน้าที่ซีดเผือดลงทันทีของหนานหรงอีก เธอจับหนานจือสิงที่ยังยืนอึ้งอยู่แล้วพาเดินขึ้นชั้นบน ห้องนอนของพวกเขาอยู่บนชั้นสาม
“พี่ก็หมั่นไส้เขามานานแล้วเหมือนกันใช่ไหม?”
พอจับหนานจือสิงให้นั่งลงบนโซฟา หุ่นยนต์แม่บ้านก็เอายามาให้
หนานจือสิงสีหน้าตื่นเต้น พอนึกถึงฝ่ามือที่หนานจือเหยียนฟาดไปเมื่อครู่ ก็ยิ่งคิดยิ่งสะใจ พี่สาวของเขาเก่งจริง ๆ
“อย่าขยับ”
หนานจือเหยียนไม่ได้ตอบคำถาม เธอจับใบหน้าหนานจือสิงที่ขยับไปมาให้หันตรง แล้วทายาลงตรงมุมปากที่แตก หนานเหวินฉีลงมือไม่เบา แก้มด้านข้างของหนานจือสิงบวมขึ้นมานิดหน่อย
“แต่พี่ ถ้าไอ้สารเลวนั่นไปฟ้องพ่อจริง ๆ แล้วพ่อทำโทษพี่ล่ะ?”
ไม่นานสีหน้าหนานจือสิงก็หม่นลงอีกครั้ง เขานึกถึงคำพูดที่หนานหรงบอกว่าจะไปฟ้องหนานเหวินฉีขึ้นมาได้
