สามปีต่อมา
โครม!
กระติกน้ำเก็บความร้อนในมือจางอ้ายกัวหล่นลงพื้น น้ำร้อนจัดสาดรดหลังเท้าของเขาในพริบตา ทว่าเจ้าตัวกลับยืนนิ่งราวกับไม่รู้สึกตัว
“เป็นไปได้ยังไง?” จางอ้ายกัวผุดลุกขึ้นด้วยความตื่นตะลึง
บนลานกว้างเบื้องหน้า เด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนแยกเท้า ด้านหลังเปล่งประกายสีทอง พระอรหันต์ทองคำองค์หนึ่งส่องแสงเจิดจ้า ร่างสูงใหญ่ มีมังกรทองพันรอบกาย นั่นคือพระอรหันต์ปราบมังกร
พลังหมัด…สามปี ใช้เวลาเพียงสามปีก็ฝึกวิชาหมัดพื้นฐานจนเกิดพลังขึ้นมาได้ เป็นไปได้ยังไง?
วิชายุทธ์มีสี่ขั้น ได้แก่ รูป เจตจำนง พลัง และมรรคา
ฝึกฝนรูปแบบ หยั่งรู้เจตจำนง รวมพลังให้เกิดเป็นท่วงท่า แล้วจึงเข้าถึงมรรคา
คนธรรมดาฝึกฝนรูปแบบไปตลอดชีวิต ส่วนผู้ที่หยั่งรู้เจตจำนงได้มีเพียงหนึ่งในหมื่น การจะรวมเจตจำนงให้เกิดเป็นพลังนั้น ไม่เพียงต้องอาศัยความเพียรที่สั่งสมทีละน้อย แต่ยังต้องมีพรสวรรค์สูงส่งอีกด้วย
สามปี หกขวบ พลังหมัด…หึ เขาฝึกฝนมาทั้งชีวิต ไม่เคยคิดเลยว่าคำสามคำนี้จะมาอยู่ด้วยกันได้
นี่เป็นสิ่งที่มนุษย์ทำได้จริงหรือ?
ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของจางอ้ายกัว หลี่เฮิงค่อย ๆ ยกหมัดขึ้น พระอรหันต์ทองคำด้านหลังเขาก็ยกหมัดขึ้นตามอย่างเชื่องช้า
ตูม!
วินาทีถัดมา หลี่เฮิงกระแทกหมัดลงกับพื้นอย่างแรง พระอรหันต์ทองคำก็ทุบหมัดลงตามไปด้วย
ชั่วพริบตา ฝุ่นควันฟุ้งกระจาย เศษดินหินปลิวว่อน
พื้นดินถูกกระแทกจนเป็นหลุมใหญ่ กว้างกว่าสิบเมตร
ดินหินรอบข้างถูกยกกระจายขึ้นมาหมด แม้แต่โต๊ะหินตรงหน้าจางอ้ายกัวยังปลิวออกไปด้วย เห็นได้ชัดว่าหมัดนี้ทรงพลังเพียงใด
มุมปากของจางอ้ายกัวกระตุกทันที
การโจมตีนี้มีพลังระดับขั้นก่อนกำเนิดอย่างแน่นอน
พอนึกถึงความทุกข์ยากและความเหน็ดเหนื่อยที่ตนเคยผ่านมาตอนหนุ่ม ๆ แล้ว มันจะนับเป็นอะไรได้?
ช่างเถอะ เหนื่อยแล้ว ทำลายมันทิ้งไปเลย รีบ ๆ ด้วย
เมื่อลมหมัดสงบลง จางอ้ายกัวก็บังคับตัวเองให้ใจเย็น ในฐานะอาจารย์ เขาจะเผยด้านอ่อนแอเช่นนี้ต่อหน้าลูกศิษย์ไม่ได้เด็ดขาด
เอ๊ะ ทำไมถึงรู้สึกว่ามีอะไรแปลก ๆ?
เขาหันกลับไปมอง ขนบนหลังเท้าดำเกรียมถูกน้ำร้อนลวกจนเกลี้ยงแล้ว
เจ็บ ๆ ๆ ๆ!
“อาจารย์” หลี่เฮิงยืนยิ้มร่าอยู่ที่เดิม พลางประสานมือคารวะ “ผมฝึกได้ไม่เลวใช่ไหมครับ?”
“ก็พอใช้ได้” จางอ้ายกัวมองลูกศิษย์อย่างขุ่นเคือง คราวก่อนเท้าซ้ายของเขาบวมเพราะเด็กคนนี้ คราวนี้เท้าขวาก็โดนน้ำร้อนลวกอีก
ลูกศิษย์เป็นเด็กดี แถมยังเป็นอัจฉริยะจริง ๆ แต่เล่นเอาเท้าเขาพังหมดแล้ว!
“ฝึกหมัดกับฝ่ามือก่อน จากนั้นค่อยฝึกดาบกับกระบี่ สุดท้ายจึงเป็นทวนยาวกับง้าว” จางอ้ายกัวไพล่มือเดินไปพลาง สะบัดเท้าไปพลาง “วิชาหมัดของเธอฝึกจนเกิดพลังแล้ว ตอนนี้เลือกอาวุธสักชนิดมาฝึกได้”
บนลานโล่ง หลี่เฮิงในชุดฝึกยุทธ์หาวออกมา
เวลาผ่านไปสามปี หลี่เฮิงไม่ใช่เด็กน้อยวัยสามขวบอีกแล้ว แต่เป็นเด็กชายวัยหกขวบ ส่วนสูงเพิ่มขึ้น น้ำหนักก็เพิ่มขึ้น มีเพียงใบหน้าหล่อเหลาที่ไม่เปลี่ยนไป
นับตั้งแต่สามปีก่อนที่หลี่เฮิงฝากตัวเป็นศิษย์ของจางอ้ายกัว เขาก็ติดตามจางอ้ายกัวฝึกฝนมาโดยตลอด
ตลอดสามปีนี้ นอกจากคาถาแสงทองแล้ว จางอ้ายกัวยังสอนหลี่เฮิงเพียงวิชาฝ่ามือปราบมังกรหนึ่งวิชา ว่ากันว่าเป็นวิชาที่หยั่งรู้มาจากพระอรหันต์ปราบมังกรแห่งพุทธศาสนา
คำพูดของจางอ้ายกัวคือ อย่าโลภเรียนหลายอย่าง แต่จงฝึกให้เชี่ยวชาญ การวางรากฐานให้มั่นคงต่างหากที่สำคัญที่สุด
“ผมอยากไปดูหินบู๊เต้าครับ” หลี่เฮิงเงยหน้าขึ้นบอก
“หินบู๊เต้า?” จางอ้ายกัวถามด้วยความประหลาดใจ
หลี่เฮิงพยักหน้าเบา ๆ “คาถาแสงทองฝึกไปตามขั้นตอน ส่วนวิชาฝ่ามือปราบมังกรผมก็หยั่งรู้พลังหมัดได้แล้ว ผมเริ่มสัมผัสถึงคอขวดที่อาจารย์พูดถึง ถ้าไม่ใช่วิชายุทธ์ที่หยั่งรู้ด้วยตัวเอง ต่อให้ฝึกไปทั้งชีวิตก็ไม่มีทางเข้าถึงมรรคาได้”
“ในเมื่อเป็นแบบนี้ มีวิชายุทธ์ประเภทนั้นสักหนึ่งหรือสองวิชาก็พอแล้ว ผมอยากไปหยั่งรู้ด้วยตัวเองจากหินบู๊เต้า”
กึก กึก กึก
“อาจารย์ เสียงอะไรครับ?” หลี่เฮิงกวาดตามองรอบ ๆ ด้วยสีหน้าประหลาด
“ไม่มีอะไร หนูน่ะ” จางอ้ายกัวโบกมือ “เดี๋ยวค่อยซื้อแมวสักตัวก็จัดการได้แล้ว”
“อ้อ” หลี่เฮิงพยักหน้าเบา ๆ “งั้นต้องซื้อแมวลายสามสีครับ”
“ในเมื่อเธอคิดแบบนี้ อาจารย์ก็ไม่ขัดหรอก ตามมา” จางอ้ายกัวทำสีหน้าเคร่งขรึมแล้วพาหลี่เฮิงไปยังห้องหนึ่ง ตรงกลางห้องมีหินบู๊เต้าสูงเท่าคนตั้งอยู่
บนหินบู๊เต้ามีเงาร่างคนวูบไหว เส้นลมปราณปรากฏอยู่บนนั้นราวกับกระดานหมากที่เต็มไปด้วยดวงดาว
หลี่เฮิงเรียนรู้วิถีบู๊กับจางอ้ายกัวมาสามปี ความรู้พื้นฐานส่วนใหญ่เขาจึงเข้าใจแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหินบู๊เต้าหรือการหยั่งรู้วิชายุทธ์ด้วยตนเอง
หินบู๊เต้าเป็นหินสลักภาพชนิดพิเศษ
นักบู๊ฝึกวิชาของตนต่อหน้าหินบู๊เต้าหนึ่งรอบ ภาพนั้นก็จะถูกสลักลงบนหิน ด้วยคุณสมบัติเช่นนี้ หินบู๊เต้าจึงถูกใช้สืบทอดวิชายุทธ์มาตั้งแต่โบราณ
เมื่อเข้าสู่ยุคปัจจุบัน รัฐบาลสร้างหินบู๊เต้าสำหรับการเรียนการสอนขึ้นมาเพื่อส่งเสริมวิถีบู๊
วิชายุทธ์หลากหลายประเภทถูกสลักลงไป แบ่งหมวดหมู่ไว้อย่างเป็นระบบ จากนั้นก็ให้นักเรียนไปหยั่งรู้ด้วยตัวเอง สิ่งที่แต่ละคนหยั่งรู้ได้จะแตกต่างกันไปตามพรสวรรค์
คนที่พรสวรรค์ต่ำจะหยั่งรู้อะไรไม่ได้เลย
คนที่มีพรสวรรค์ระดับกลาง แม้จะหยั่งรู้ไม่ได้ แต่ก็ยังเรียนรู้วิชายุทธ์จากหินบู๊เต้าได้หนึ่งวิชา
ส่วนคนที่มีพรสวรรค์สูงสุดจะหยั่งรู้วิชายุทธ์ที่เป็นของตัวเองได้หนึ่งวิชา
หินบู๊เต้าก้อนแรกที่หลี่เฮิงสัมผัสคือหินบู๊เต้าวิชาพลัง เขาหยั่งรู้คาถาแสงทองจากหินก้อนนั้น
“บนหินบู๊เต้าก้อนนี้สลักวิชากระบี่ไว้ 172 กระบวนท่า เหมาะกับการหยั่งรู้เพื่อเริ่มต้นที่สุด ลองไปดูสิ” จางอ้ายกัวโบกมือ
“ถ้าเธอหยั่งรู้วิชากระบี่จากหินได้ ก็ฝึกมันซะ แต่ถ้าหยั่งรู้ไม่ได้ ก็กลับไปฝึกกระบี่ปราบมังกรกับฉันแต่โดยดี”
“เข้าใจแล้วครับ” หลี่เฮิงพยักหน้าเบา ๆ “ผมไม่ใช่คนที่จะยอมทำอะไรส่ง ๆ ด้วย”
จางอ้ายกัวยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขาเองก็อยากรู้ว่าพรสวรรค์ของหลี่เฮิงเป็นอย่างไรกันแน่ โดยปกติแล้ว คนเราจะหยั่งรู้วิชายุทธ์ที่เป็นของตัวเองได้ตอนอายุราว 16 ปี
แต่ก็ทำได้เพียงเท่านั้น หากต้องการหยั่งรู้วิชาที่สองหรือแม้แต่ที่สาม ความยากจะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ เพราะใช่ว่าทุกคนจะเป็นอัจฉริยะที่เชี่ยวชาญทุกด้าน
บางคนถนัดวิชาหมัด บางคนถนัดวิชาการเคลื่อนไหว บางคนถนัดวิชาเท้า ก็เป็นเช่นนี้เอง
วิชายุทธ์ที่หยั่งรู้ได้ด้วยตนเองย่อมฝึกฝนได้ง่ายกว่า ความก้าวหน้าก็รวดเร็วกว่า ถึงขั้นมีคำกล่าวว่าวิชาที่ไม่ได้หยั่งรู้ด้วยตนเองนั้นไม่อาจเข้าถึงมรรคาได้
หลี่เฮิงไม่ลังเล นั่งขัดสมาธิลงตรงข้ามหินบู๊เต้าทันที
เขาใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง ดวงตาจับจ้องหินบู๊เต้าตรงหน้าอย่างเป็นประกาย เส้นลมปราณแต่ละสาย ท่วงท่าแต่ละแบบ กระบี่แต่ละกระบวน ค่อย ๆ ลอยออกมาจากหินบู๊เต้า แล้วประทับลงในสมองของหลี่เฮิง
ผ่านไปนาน กระบี่แต่ละกระบวนก็เริ่มเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ อยู่ในห้วงความคิดของหลี่เฮิง
ภายในห้องฝึกยุทธ์ สายลมพัดขึ้นแผ่วเบา
ฟึ่บ ๆ ๆ!
กระบี่ยาวที่วางอยู่รอบห้องต่างขยับขึ้นพร้อมกัน
จางอ้ายกัวยืนอยู่ข้าง ๆ เบิกตากว้าง
สำเร็จแล้ว! เขาหยั่งรู้ได้จริง ๆ!
จางอ้ายกัวเหวี่ยงหมัดอย่างแรง แต่ไม่กล้าส่งเสียงออกมาแม้แต่น้อย เกรงว่าจะรบกวนหลี่เฮิง
“กระบี่ จงมา!”
หลี่เฮิงลุกพรวดขึ้น ยื่นมือออกไปพร้อมตวาดเบา ๆ กระบี่ยาวเล่มหนึ่งหลุดจากฝัก พุ่งตรงมาอยู่ในมือของเขา
หลี่เฮิงจับกระบี่ด้วยมือเดียว ทะยานตัวขึ้น ในชั่วพริบตา แสงกระบี่ก็วูบไหวไปทั่วห้องฝึกยุทธ์
