กาลเวลาผันผ่านดั่งสายน้ำ ตะวันจันทราเคลื่อนคล้อยดั่งกระสวย เพียงพริบตาเดียวก็ผ่านไปสองปีแล้ว หลี่เฮิงเติบโตจนมีอายุแปดขวบ และได้เข้าเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่สองอย่างเต็มตัว
กางเกงสแล็กสีดำ เสื้อแจ็กเก็ต แว่นกรอบดำ และกระติกน้ำเก็บความร้อน
หลี่เฮิงสะพายกระเป๋านักเรียน ก่อนตะโกนบอกคนในห้องว่า “ผมไปโรงเรียนแล้วนะ”
หลี่กังโผล่หน้าออกมา ยิ้มพลางพูดว่า “เดี๋ยวก่อน พ่อไปส่ง”
“ไม่ต้องครับ” หลี่เฮิงส่ายหน้า “ผมไปเองได้”
แม้ปีนี้จะเพิ่งอายุแปดขวบ แต่หลี่เฮิงก็ไม่คิดว่าตัวเองจะถูกพวกค้ามนุษย์ลักพาตัวไป อย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นโลกยุทธภพสมัยใหม่ แถมเขายังฝึกวิชายุทธ์มาสองปี พอมีฝีมืออยู่บ้าง
“งั้นก็ได้ ระวังตัวระหว่างทางด้วย” หลี่กังกำชับอย่างอดไม่ได้
หลี่เฮิงพยักหน้า “รู้แล้วครับ”
พอขึ้นชั้นประถมก็ได้เรียนวิชายุทธ์อย่างจริงจังแล้ว
แน่นอนว่าเริ่มจากวิชาหมัด
หมัดพื้นฐานชุดที่สิบสองสำหรับนักเรียนประถม
หยางจิงจิงสวมผ้ากันเปื้อนเดินออกมาจากห้องครัว เหลือบมองหลี่กังแล้วพูดอย่างจนใจว่า “ลูกเรายังเด็กแท้ ๆ แต่กลับทำตัวแก่แดดแบบนี้ จะทำยังไงดีล่ะ”
“แสดงว่าลูกชายเราเป็นผู้ใหญ่ รู้ความ ก็ดีแล้วนี่” หลี่กังพูดพลางยิ้ม
หยางจิงจิงถลึงตาใส่หลี่กัง แล้วพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “คุณไม่กลัวลูกไม่มีวัยเด็กหรือไง”
“วัยเด็กเหรอ?”
หลี่กังกะพริบตาปริบ ๆ “โตมาตั้งแต่เด็กก็ต้องเป็นวัยเด็กอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง”
หยางจิงจิงกลอกตา ไม่คิดจะสนใจหลี่กัง เธอเตรียมหาเวลาคุยกับหลี่เฮิงสักหน่อย จะได้รู้ว่าลูกชายคิดอย่างไรกันแน่
เรื่องนี้หลี่เฮิงขอบอกว่าเขาเองก็เคยลองมาแล้ว
แกล้งทำตัวเป็นเด็ก เข้าไปเล่นกับเด็กคนอื่น สุดท้ายหลี่เฮิงก็ได้ข้อคิดว่า กลุ่มไหนที่เข้าไปไม่ได้ ก็อย่าฝืนเข้าไปให้มันลำบาก
เล่นด้วยกันไม่สนุกก็คือเล่นด้วยกันไม่สนุก
หลี่เฮิงจึงปล่อยเลยตามเลย เป็นเด็กไม่ได้ก็ช่างปะไร แก่แดดหน่อยแล้วจะเป็นไรไป
ผู้ชายอายุเกินแปดขวบแล้ว จะมาแต่งตัวเหมือนเด็ก ๆ ไม่ได้หรอก
“เสียงเพลงเศร้าดังก้องในฝัน ปลุกฉันให้ตื่นขึ้นมา เล่าเรื่องวันวานอันแสนเศร้า...”
เดี๋ยว ๆ! เพลงประกอบมาจากไหน หยุดก่อน หยุด!
อีกอย่าง วัยเด็กอะไรนั่นน่ะ ฮะ ๆ
วัยเด็กของนายกับวัยเด็กของฉัน มันไม่เหมือนกัน
หลี่เฮิงออกจากบ้านมาถึงป้ายรถเมล์ แล้วยืนรอรถอยู่ ไม่นานรถโรงเรียนก็แล่นมาจอด เขาขึ้นรถไป ข้างในมีคนอยู่ไม่น้อยแล้ว
พอเห็นหลี่เฮิงก้าวขึ้นรถ นักเรียนแถวหน้าก็ลุกขึ้นทันที “ประธาน?”
“อืม” หลี่เฮิงพยักหน้าเบา ๆ “นั่งเถอะ”
“ประธาน!”
“ประธาน!”
ทุกครั้งที่หลี่เฮิงก้าวไปข้างหน้า นักเรียนคนหนึ่งก็จะลุกขึ้น ยิ้มพลางพยักหน้าให้เขา แล้วเอ่ยเรียกอย่างนอบน้อมว่า “ประธาน”
หลี่เฮิงยิ้มพลางพยักหน้าตอบทุกคน
รถโรงเรียนออกตัว ไม่นานก็จอดหน้าประตูโรงเรียนประถมฟานโต่ว
ประตูรถเปิดออก แต่ไม่มีใครขยับ ทุกสายตาจับจ้องไปที่หลี่เฮิง เขาหยิบกระเป๋านักเรียนกับกระติกน้ำเก็บความร้อนขึ้นมา ก่อนก้าวไปยังประตูรถ
เมื่อก้าวลงจากรถ ก็เห็นคนสองแถวยืนรออยู่ตรงประตูแล้ว
พอเห็นหลี่เฮิง ทุกคนก็โค้งตัวเล็กน้อย “ลูกพี่”
หลี่เฮิงขมวดคิ้ว ยกมือขึ้นนิดหนึ่ง กวาดตามองทุกคนแล้วพูดอย่างไม่พอใจว่า “บอกพวกนายตั้งนานแล้วว่า ตอนอยู่โรงเรียนให้เรียกตำแหน่ง”
“ครับ ประธาน!” ทุกคนขานรับอีกครั้ง
หลี่เฮิงพยักหน้าอย่างพอใจ “ไปกันเถอะ!”
นักเรียนประถมที่ลงจากรถตามมาก็เข้าร่วมขบวนอย่างรวดเร็ว คนกลุ่มใหญ่เดินตามหลังหลี่เฮิง มุ่งหน้าไปยังประตูโรงเรียนอย่างเอิกเกริก
ภาพนี้ดึงดูดความสนใจของผู้คนมากมายในทันที
ยามหน้าประตูและคุณครูที่มาทำงานต่างยิ้มมุมปาก ราวกับชินกับภาพนี้มานานแล้ว เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเรื่องแบบนี้
ผู้ปกครองที่มาส่งนักเรียน บ้างก็ยิ้ม บ้างก็ทำหน้าแปลกใจ
คนกลุ่มใหญ่เดินเข้าโรงเรียนอย่างเอิกเกริก ทุกคนที่เห็นภาพนี้ต่างหลีกทางให้ พร้อมยิ้มแล้วเอ่ยเรียก “ประธาน”
หลี่เฮิงพยักหน้าเบา ๆ มือกุมกระติกน้ำเก็บความร้อน “ลำบากหน่อยนะ”
“คนนี้เป็นใครเหรอ” ผู้ปกครองที่เพิ่งมาครั้งแรกอดถามไม่ได้
“คุณไม่รู้จักเขาเหรอ” ผู้ปกครองร่างอ้วนข้าง ๆ พูดด้วยสีหน้าอิจฉา “หลี่เฮิง คนดังที่สุดของโรงเรียนประถมฟานโต่ว เป็นเด็กบ้านคนอื่นที่ผู้ปกครองทุกคนอิจฉา”
“ทำไมดูเหมือนแก๊งมาเฟียเลยล่ะ” คนข้าง ๆ พูดอย่างไม่พอใจ
“หึ” ผู้ปกครองร่างอ้วนแค่นเสียงเย็นชา “หลี่เฮิงเป็นทั้งหัวหน้าชมรมยุทธ์ ประธานสภานักเรียน หัวหน้ากองลูกเสือ เป็นนักเรียนดีเด่นระดับเมือง และตัวแทนนักเรียนประถมดีเด่นระดับเมือง”
“เว่อร์ขนาดนั้นเลยเหรอ” คนข้าง ๆ พูดอย่างไม่อยากเชื่อ
“แค่นี้ยังไม่เท่าไรหรอก” ผู้ปกครองร่างอ้วนเบ้ปาก “ที่เว่อร์ที่สุดคือฝีมือยุทธ์ของหลี่เฮิง ปีที่แล้วในการประชันยุทธ์นักเรียนประถมทั่วเมือง ซึ่งมีโรงเรียนเข้าร่วม 108 แห่ง ผลงานของโรงเรียนประถมฟานโต่วย่ำแย่จนถูกคนอื่นเหยียบจมดิน”
“หลี่เฮิงในฐานะนักเรียนชั้นปีหนึ่ง ท้าประลองยอดฝีมือชั้นปีหกจากโรงเรียนอื่น สู้ต่อเนื่อง 36 รอบ ชนะรวดทุกครั้ง รอบสุดท้ายยังสู้หนึ่งต่อสิบและคว้าชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่”
“พวกคุณไม่ได้เห็นตอนนั้นสินะ หลี่เฮิงยืนอยู่บนเวที มือข้างหนึ่งไพล่หลัง ทำท่าเชื้อเชิญคู่ต่อสู้ แล้วตะโกนว่า ‘ฉันจะสู้สิบคน!’ จุ๊ ๆ ภาพตอนนั้นน่ะนะ”
“นักเลงประจำโรงเรียนหรือไง” คนข้าง ๆ รีบพูด “ถ้าอย่างนั้นนักเรียนพวกนี้คงโดนรังแกแย่สิ”
“พูดอะไรน่ะ” ผู้ปกครองร่างอ้วนพูดอย่างหมดคำจะพูด “ทุกคนเลื่อมใสหลี่เฮิงจากใจจริง โรงเรียนประถมฟานโต่วแต่ก่อนมีชมรมยุทธ์ที่ไหนกัน ชมรมยุทธ์ที่ทุกคนเข้าไปเรียนวิชายุทธ์กับเขาได้ หลี่เฮิงเป็นคนก่อตั้งขึ้นมาเอง”
“เขาสอนเข้าใจง่ายและเป็นขั้นเป็นตอน สอนได้ดีกว่าครูจากโรงเรียนอื่นเสียอีก ไม่ว่าจะนักเรียน ผู้ปกครอง หรือแม้แต่คุณครู ต่างก็เคารพและชอบหลี่เฮิงมาก”
“ความเลื่อมใสที่นักเรียนมีต่อเขาเป็นเรื่องจริง เขาถึงได้เป็นหัวหน้ากองลูกเสือตั้งแต่ชั้นปีหนึ่ง ปกติจัดการเรื่องต่าง ๆ อย่างยุติธรรม แถมยังดีกับนักเรียนด้วย คำพูดของเขาคือ ต้องมาจากนักเรียน แล้วกลับไปหานักเรียน”
“ไม่แบ่งแยกเป็นพิเศษ ไม่รังแกเพื่อนร่วมชั้น ทุกคนต้องร่วมมือกันสร้างโรงเรียนที่ปรองดอง”
“แค่ก ๆ คุณแน่ใจนะว่านี่ไม่ใช่ผู้บริหารลงพื้นที่กล่าวสุนทรพจน์”
“ทำไมฟังดูราชการจัง”
ผู้ปกครองร่างอ้วนยิ้มพลางพูดว่า “อย่าไปสนใจเรื่องราชการไม่ราชการเลย ฉันถามหน่อย เท่ไหม ตอนคุณเป็นนักเรียน อยากเจอหัวหน้ากองลูกเสือแบบนี้หรือเปล่า ตอนเป็นผู้ปกครอง อยากให้ลูกตัวเองได้อยู่ในกองลูกเสือที่มีหัวหน้าแบบนี้ไหม”
เหล่าผู้ปกครองมองหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างมองอีกฝ่ายอย่างงุนงง ทำไมถึงรู้สึกว่ามีอะไรแปลก ๆ กันนะ
