สุดท้ายก็ไม่มีใครเลือกอยู่ต่อ
แม้แต่เหล่าศิษย์แห่งความตายพอเห็นเจียงหลีเยว่จากไป ก็ไม่สนใจฆ่าสัตว์ประหลาดที่เหลือ รีบวิ่งตามมาอย่างลนลาน
เจียงมู่อวิ๋นยอมสละการบินขึ้นฟ้า เพื่อให้ความเร็วของตัวเองเข้ากับคนทั้งกลุ่ม
เขาหุบปีก แล้วเดินด้วยสองขาอย่างเรียบร้อย
เจียงหลีเยว่เดินชิดพี่ชายไม่ห่าง หนวดสีดำสนิทใต้ชายเสื้อคลุมซุกซนไม่เบา คอยยื่นไปแตะปีกที่เปล่งแสงศักดิ์สิทธิ์จาง ๆ คู่นั้นเป็นครั้งคราว
ปีกใหญ่สวยจัง เหมาะกับพี่ชายมากเลย
พี่ชายดูราวกับทูตสวรรค์ผู้เปี่ยมเมตตาต่อมนุษย์
ทูตสวรรค์นี่ดีจริง ๆ ดีมากเลยล่ะ
เจียงหลีเยว่เบิกบานใจสุด ๆ
ต่างจากชาติก่อนของพี่ชายที่มีไอชั่วร้ายปั่นป่วนพันรอบกายอย่างสิ้นเชิงเลยนะ
....
....
รอยแยกบนท้องฟ้าเหนือสนามรบสีชาดดูเหมือนจะถูกฉีกกว้างขึ้นอีกเล็กน้อย ไอสีดำบางเบาทยอยทะลักออกมา ลอยไปยังสนามรบ คล้ายมีเงาคนเคลื่อนไหวอยู่ราง ๆ ด้วย
ลู่ยวี่หวยนั่งอยู่บนไหล่ของหุ่นกลขนาดยักษ์อย่างสง่าผ่าเผย
จำนวนหุ่นกลขนาดเล็กที่ติดตามอยู่ด้านหลังเพิ่มขึ้นไม่น้อยเมื่อเทียบกับตอนแรก บนตัวมีคราบเลือดเปรอะอยู่ไม่น้อย ส่งกลิ่นคาวเลือดผสมสนิมเหล็กเข้มข้น
เขาหาวแล้วหรี่ตาดอกท้อ เผยสีหน้าขี้เกียจอยู่หลายส่วน
“ไม่รู้เลยว่าเหล่าเจียงกับเสี่ยวหลีเป็นยังไงบ้าง...”
ลู่ยวี่หวยพึมพำกับตัวเอง “สนามรบนี้มีคนเป็นอยู่จริงไหมนะ? ทำไมเดินมาตลอดทางถึงไม่เจอคนสักครึ่งคน...”
ที่เจอมีแต่สัตว์ประหลาดทั้งนั้น!
แต่ถึงอย่างนั้น คะแนนของเขากลับเพิ่มช้ากว่าเสี่ยวหลี มองดูคะแนนของอันดับหนึ่งทะลุหมื่นไปต่อหน้าต่อตา
