เมื่อมองความชุลมุนตรงหน้า เจียงหลีเยว่ก้มตาลงครุ่นคิดอยู่สองวินาที ก่อนจะค้นกระเป๋าเป้และหยิบปากกาเมจิกสีดำออกมา
ปากกาด้ามนี้... เหมือนก่อนหน้านี้เธอเคยใช้วาดอะไรไว้ด้วยหรือเปล่านะ?
แต่เรื่องนั้นไม่สำคัญแล้ว
ร่างของเธอวูบไหว มาปรากฏกลางวงต่อสู้ ยื่นมือคว้าคอเสื้อด้านหลังของจิ่วจิ่ว แล้วยกตัวอีกฝ่ายขึ้นมาทันที
จิ่วจิ่วยังไม่ทันตั้งตัว ร่างก็ลอยขึ้นจากพื้นแล้ว
“เอ๊ะ ๆ ๆ เสี่ยวหลี? มีอะไรเหรอ?”
เจียงหลีเยว่ไม่ตอบ ใช้ปากกาเมจิกวาดวงกลมส่ง ๆ ลงบนหน้าผากของเธอ จากนั้นก็โยนกลับไปทางเหล่าเจี้ยน
ต่อด้วยชุนเฟิง อาชา และอู๋เสินปู้ไป้ เธอหิ้วขึ้นมาทีละคน วาดวงกลมให้ แล้วโยนกลับเข้าไปในกลุ่มคนที่มีตราประทับวิญญาณ
อาชาที่ยังลอยอยู่กลางอากาศไม่ลืมคว้ากระติกเก็บความร้อนของตัวเองออกมาจิบหนึ่งอึก
พอลงถึงพื้นก็ยิ้มแย้มพลางปัดชายเสื้อ
เจียงหลีเยว่รีบกลับไปหาเหล่าเจี้ยนกับพวก แล้ววาดวงกลมบนหน้าผากเพื่อนร่วมทีมทุกคนที่มีตราประทับวิญญาณ
จากนั้นเธอกลับไปยังจุดเดิม ชี้ไปยังตัวปลอมไม่กี่คนที่ยังไร้เครื่องหมายในฝูงชน แล้วเอียงคอกล่าวว่า “ขอเตือนด้วยความหวังดี เมื่อครู่พวกคุณร่วมมือกับตัวปลอม ไล่เล่นงานเพื่อนร่วมทีมตัวเองอยู่นะ”
ทุกคน “...”
ชุนเฟิงมองจิ่วจิ่วตัวจริงที่เพิ่งถูกโยนกลับมา กำหมัดแน่นด้วยสีหน้าเดือดดาล “ฉันบอกแล้วไงว่าฉันตัวจริง! เธอยังตามตัวปลอมของเหล่าเจี้ยนไล่ฉันมาตั้งนาน!”
จิ่วจิ่วถูจมูกอย่างรู้สึกผิด “...ฮ่า ๆ ถ้าฉันบอกว่าเป็นอุบัติเหตุ เธอจะเชื่อไหม?”
พอจัดฝ่ายกันใหม่ สถานการณ์ก็ชัดเจนขึ้นทันที
เจียงมู่อวิ๋นกับลู่ยวี่หวยจัดการตัวปลอมของตัวเองเสร็จ แล้วรีบกลับมายืนข้างเจียงหลีเยว่
เจียงมู่อวิ๋นตรวจดูน้องสาวตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อน เมื่อแน่ใจว่าเธอไม่ได้บาดเจ็บ จึงยกมือขึ้นลูบผมเธอเบา ๆ
ลู่ยวี่หวยคอยจับตาสนามรบทางนี้จากหางตาอยู่ตลอด
เขาเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่ด้วยเช่นกัน จึงอดจุปากไม่ได้ “พวกนายทำยังไงถึงสู้กันไปสู้กันมาแล้วสลับเพื่อนร่วมทีมกันได้?”
