“งั้นฉันเรียกพี่ชายกับพี่อวี่หวยเข้ามาดีไหม พวกคุณจะได้เจอกันสักครั้ง!”
เจียงหลีเยว่เอียงคอพูด
เจียงหลีเยว่ในอีกเส้นเวลาส่ายหน้า เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ “ไม่ต้องหรอก”
“ฉันไม่ถนัดเรื่องการร่ำลาแบบนี้” เธอชี้ไปที่ดวงตาของเจียงหลีเยว่ “แค่ยืมสายตาของเธอ ให้ฉันได้มองพวกเขาให้เต็มตา แล้วก็มองโลกที่พวกเราทุ่มเททุกอย่างเพื่อช่วยเอาไว้ก็พอแล้ว”
เมื่อเห็นท่าทีปล่อยวางของอีกฝ่าย เจียงหลีเยว่ก็ไม่ได้คะยั้นคะยอ เพียงพยักหน้าตกลง
พื้นที่จิตสำนึกเริ่มเลือนรางลง
เจียงหลีเยว่ลืมตาขึ้น พบว่าตัวเองยังนั่งอยู่ข้างเตียงในห้อง
เสวียนเย่กำลังหมอบหลับกรนอยู่ข้าง ๆ
เธอลุกขึ้นโดยไม่ทำให้เจ้าตัวเล็กตื่น แล้วเปิดประตูเดินออกไป
ภายในคฤหาสน์เงียบสงัด
เจียงหลีเยว่ตรงไปยังฐานที่มั่นของกิลด์ ตามกลิ่นหอมของอาหารไปจนถึงห้องครัว
เจียงมู่อวิ๋นกำลังยืนจัดการวัตถุดิบอาหารระดับสูงอยู่หน้าเตา
เขาพับแขนเสื้อขึ้น สีหน้าจดจ่อ มือถือมีดแล่เนื้อ กำลังจัดการสัตว์กลายพันธุ์ตัวมหึมาอย่างคล่องแคล่ว
เจียงหลีเยว่ย่องเข้าไปเบา ๆ
จากนั้นก็ยกมือแตะไหล่พี่ชายโดยไม่ให้ตั้งตัว ตั้งใจจะแกล้งให้เขาตกใจ
“พี่ชาย!”
เจียงมู่อวิ๋นหยุดมือ หันกลับมา แววตาคมเข้มอ่อนโยนลงทันทีที่เห็นน้องสาว
เขาวางมีดแล่เนื้อลง ล้างมือให้สะอาด แล้วหันมาแตะศีรษะเธอเบา ๆ
“มีอะไรหรือ หิวแล้วใช่ไหม?” น้ำเสียงของเขาอ่อนโยน แฝงความเอ็นดูอย่างไม่คิดปิดบัง “ถ้าหิวก็มีขนมเพิ่มค่าสถานะที่เพิ่งทำเสร็จวางอยู่ข้าง ๆ กินรองท้องก่อนได้นะ”
เจียงหลีเยว่ส่ายหน้า เงยหน้ามองพี่ชาย “ไม่หิวค่ะ แค่คิดถึงพี่”
เมื่อสบตาน้องสาว เจียงมู่อวิ๋นก็พลันรู้สึกใจลอยขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
ในดวงตาคู่คุ้นเคยนั้นราวกับซ่อนอารมณ์ลึกซึ้งและอาลัยอาวรณ์บางอย่างไว้
เหมือนกำลังมองเขา แต่ก็เหมือนมองทะลุผ่านเขาไปยังสิ่งอื่น อารมณ์นั้นจางบาง ทว่ากลับทำให้หัวใจเขาขมปร่าอย่างประหลาด
เขาชะงักไปครึ่งวินาที ก่อนจะได้สติกลับมาอย่างรวดเร็วและขมวดคิ้วเล็กน้อย
