การปีนหน้าต่างเข้ามาของเซี่ยเสี่ยวชีเรียกได้ว่าทุลักทุเลสุดขีด เฉียวหรานก้มหน้านวดหน้าผาก ไม่อยากมองภาพตรงหน้าเลยสักนิด
เข้ามาได้ก็จริง แต่ไม่รู้ว่าเงินอยู่ไหนนี่สิ
เซี่ยเสี่ยวชีกำลังจะเดินไปเปิดตู้ เฉียวหรานก็สั่งจากด้านนอกว่า “อย่ารื้อตู้ มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่เอาเงินไปวางไว้ในที่เห็นเด่นชัดขนาดนั้น”
“แล้วให้ฉันรื้ออะไรล่ะ?”
เฉียวหรานกวาดตามองไปรอบห้อง ก่อนชี้ไปยังกรอบรูปบนตู้ “ถอดมันลงมาดูสิ”
เซี่ยเสี่ยวชีคุกเข่าข้างหนึ่งอยู่บนตู้แล้วหยิบกรอบรูปลงมา เธอเผลอถูกตะปูด้านหลังบาดมือเข้าให้
เซี่ยเสี่ยวชีที่กลัวเลือดสูดจมูกพลางพึมพำกับตัวเองว่า “ทำเรื่องไม่ดี ย่อมไม่มีทางได้ดีจริง ๆ ด้วย”
กรอบรูปทำจากไม้ ด้านหน้าเป็นกระจก ส่วนด้านหลังเป็นแผ่นไม้
“ไม่มีนี่” เซี่ยเสี่ยวชีมองด้านหลังกรอบรูป “ไม่มีอะไรเลย”
“เอามานี่ ให้ฉันดู”
เซี่ยเสี่ยวชียื่นกรอบรูปออกไปทางหน้าต่าง เฉียวหรานก้มหน้าพินิจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนขอกรรไกรจากเซี่ยเสี่ยวชี แล้วถอนตะปูที่กรอบรูปออกจนหมด
ที่แท้ด้านหลังกรอบรูปมีแผ่นไม้อยู่สองชั้น ระหว่างกลางซ่อนธนบัตรไว้หลายใบ
“มีเงินเท่าไร?” ดวงตากลมใสของเซี่ยเสี่ยวชีเป็นประกายระยิบระยับ
เฉียวหรานนับดู “75 หยวน”
เซี่ยเสี่ยวชีร้อง “อ่า” อย่างผิดหวัง “มีแค่นี้เองเหรอ”
“แค่นี้?” เฉียวหรานว่า “องค์หญิง อย่าลืมสิว่าตอนนี้เป็นปี 1978 บ้านเรานี่เศรษฐีอันดับหนึ่งในรัศมีสิบลี้แปดหมู่บ้านเลยนะ”
“จริงเหรอ?” เซี่ยเสี่ยวชียังไม่ค่อยเชื่อ ก่อนจะบ่นต่อว่า “เศรษฐีอันดับหนึ่งนี่น่าสงสารชะมัด กินแต่รำกับผักดองทุกวัน”
