ผลตรวจเป็นไปตามที่หลินมู่หยวนคาดไว้ หลีซินเป็นน้องสาวแท้ ๆ ของเขาจริง ๆ เป็นสายเลือดของตระกูลหลิน
เขานั่งอยู่ในห้องหนังสือ จ้องรายงานผลตรวจฉบับอิเล็กทรอนิกส์บนหน้าจอโทรศัพท์ ความน่าจะเป็นทางสายเลือดอยู่ที่ 99.99 เปอร์เซ็นต์
เขาสูดหายใจลึก ก่อนกดโทรหาหลินไต้ผู้เป็นพ่อ ซึ่งอยู่ไกลถึงสวิตเซอร์แลนด์
ตอนนี้ที่สวิตเซอร์แลนด์เป็นเวลาเช้า แต่โทรศัพท์ดังเพียงครั้งเดียวก็มีคนรับสาย
“พ่อครับ ผลตรวจออกแล้ว” หลินมู่หยวนพยายามรักษาน้ำเสียงให้สงบนิ่ง “หลีซิน...เธอเป็นลูกของบ้านเราจริง ๆ ครับ”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง
“พ่อครับ?”
“...พ่ออยู่นี่” น้ำเสียงของหลินไต้แหบพร่าเล็กน้อย “พ่อรู้แล้ว”
“พ่อครับ เดี๋ยวผมจะบอกเรื่องนี้กับหลีซิน พ่อกับแม่จะกลับมาเมื่อไหร่ครับ”
หลินไต้เงียบไปชั่วครู่ “พ่อจะไปบอกแม่เธอเดี๋ยวนี้”
“พ่อกับแม่ควรรีบกลับมาให้เร็วที่สุดนะครับ” หลินมู่หยวนหยุดไปเล็กน้อย “ไม่อย่างนั้น ผม...ผมกลัวว่าน้องจะคิดมาก”
หลินไต้ฟังออกว่า “น้อง” ที่ลูกชายพูดถึงนั้นหมายถึงหลีซิน
“พ่อรู้แล้ว”
หลังวางสาย หลินไต้ยืนนิ่งอยู่ข้างหน้าต่างเป็นเวลานาน
ฤดูหนาวที่สวิตเซอร์แลนด์ไม่เหมือนกับที่เจียงเฉิง นอกหน้าต่างเป็นทิวทัศน์หิมะขาวโพลน ทิวเขาแอลป์ที่อยู่ไกลออกไปมีแนวสันเขาชัดเจนท่ามกลางแสงยามเช้า เงียบสงบราวกับภาพวาด
แต่ในใจเขากลับไม่สงบเลย ในหัวมีแต่ภาพถ่ายที่หลินมู่หยวนส่งมา
หลีซินยืนอยู่ใต้ต้นแปะก๊วย หันใบหน้าด้านข้างเข้าหากล้อง คิ้วตาของเธอคล้ายโจวซีรั่วในวัยสาวอย่างยิ่ง
เธอคือลูกสาวแท้ ๆ ของเขา เติบโตอยู่ในที่ที่เขาไม่รู้จัก ได้รับการเลี้ยงดูจากครอบครัวอื่น ไม่มีพ่อ เติบโตมากับแม่และยาย สอบเข้าเรียนด้วยตัวเอง หางานด้วยตัวเอง และเผชิญปัญหาทุกอย่างในชีวิตด้วยตัวเอง
หลินไต้หลับตาลงครู่หนึ่ง สูดหายใจลึก แล้วหันหลังเดินไปทางห้องอาหาร
โจวซีรั่วกำลังกินอาหารเช้าอยู่ในห้องอาหาร ตรงหน้าเธอมีสลัดแซลมอนรมควันหนึ่งจานกับลาเต้ข้าวโอ๊ตอุ่น ๆ หนึ่งแก้ว
เธอสวมคาร์ดิแกนแคชเมียร์สีขาวนวล ผมรวบหลวม ๆ ไว้ด้านหลังศีรษะ ดูสง่างามและสุขุม
เมื่อเห็นหลินไต้รับโทรศัพท์เสร็จแล้วกลับมา เธอก็เงยหน้าขึ้น ใช้ส้อมเขี่ยผักในจานเบา ๆ แล้วเอ่ยขึ้นอย่างไม่ใส่ใจว่า
“เรื่องบริษัทนี่ขาดคุณไม่ได้เลยหรือไง เมื่อวานที่โรงพยาบาล คุณแทบไม่ได้คุยกับจือเหวยเลย เธอไม่พูดก็จริง แต่ในใจคงไม่พอใจแน่ ๆ”
หลินไต้ไม่ตอบ เขาเดินอ้อมโต๊ะอาหารตัวยาวแล้วนั่งลงตรงข้ามภรรยา
โจวซีรั่วสังเกตเห็นว่าสีหน้าของเขาผิดปกติ ดวงตาแดงเรื่อ ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรง
เธอวางส้อมลง ยืดตัวขึ้น “เป็นอะไรไป?”
หลินไต้ไม่อ้อมค้อม เขารู้ว่าไม่ว่าจะใช้คำพูดอย่างไร เรื่องนี้ก็เหมือนระเบิดลูกหนึ่ง แทนที่จะค่อย ๆ ระมัดระวังปลดชนวน สู้พูดให้ชัดเจนไปทีเดียวเลยดีกว่า
โจวซีรั่วนิ่งงันไป
เสียง “กริ๊ง” ดังขึ้น ส้อมในมือโจวซีรั่วตกกระทบพื้นหินอ่อน เกิดเสียงใสกังวาน
เธอแข็งค้างอยู่ตรงนั้น สีเลือดบนใบหน้าจางหายไปในพริบตา
เธอจ้องตาสามี ราวกับอยากมองหาร่องรอยการล้อเล่นสักนิด แต่ในแววตาของหลินไต้ไม่มีความขบขันแม้แต่น้อย
หลินไต้รีบลุกขึ้น เดินไปข้างเธอ ก้มลงเก็บส้อมวางบนโต๊ะ จากนั้นก็ย่อตัวลง จับมือที่สั่นน้อย ๆ ของเธอไว้ด้วยสองมือ
“ซีรั่ว ฟังผมพูดให้จบก่อน มู่หยวนตรวจดีเอ็นเอแล้ว เด็กผู้หญิงที่ชื่อหลีซินคนนั้น เธอคือ...ลูกสาวแท้ ๆ ของเราจริง ๆ”
“ผมรู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เรายอมรับได้ยาก” หลินไต้กุมมือเธอแน่น รับรู้ได้ว่าปลายนิ้วของภรรยาเย็นเฉียบ
“นี่...เป็นไปได้ยังไง?”
เสียงของโจวซีรั่วสั่นเครือ “โรงพยาบาลอีเจียเป็น...โรงพยาบาลเอกชนที่ดีที่สุดในเจียงเฉิง ตอนนั้นฉันพักอยู่ห้องวีไอพี จะ...จะอุ้มลูกสลับกันได้ยังไง?”
“ผมเข้าใจ” หลินไต้พยายามใช้น้ำเสียงสงบ “คุณอย่าเพิ่งร้อนใจ เรื่องทางโรงพยาบาลมู่หยวนกำลังตรวจสอบอยู่ ตอนนี้ยังยืนยันไม่ได้ว่าเป็นอุบัติเหตุหรือมีคนจงใจ แต่ผลตรวจไม่มีทางผิดพลาด”
น้ำตาของโจวซีรั่วไหลลงมาเงียบ ๆ
เธอกำมือสามีแน่น “เธอ...เธอ...เด็กคนนั้น...ตลอดหลายปีมานี้...”
เธอพูดต่อไม่ไหว
ฝันร้ายที่เลวร้ายที่สุดของคนเป็นแม่ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องนี้ ลูกแท้ ๆ ของตัวเองเติบโตอยู่ในบ้านคนอื่น ขณะที่ตัวเองไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย
หลินไต้ยื่นมือไปเช็ดน้ำตาให้เธอ “มู่หยวนส่งรูปของเธอมาให้ผม”
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดรูปนั้นแล้วยื่นให้ภรรยาดู “คุณดูสิ เธอเหมือนคุณตอนสาว ๆ มาก”
โจวซีรั่วรับโทรศัพท์มา ก้มลงมอง
เด็กสาวบนหน้าจอมีดวงตากระจ่างใส สันจมูกโด่งตรง มือของโจวซีรั่วสั่นวูบ โครงหน้าและเค้าคิ้วดวงตานั้นเหมือนเธอเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนจริง ๆ
เธอใช้ปลายนิ้วแตะใบหน้าของเด็กสาวบนหน้าจอเบา ๆ ราวกับจะสัมผัสได้ถึงสายสัมพันธ์ทางสายเลือดที่เชื่อมโยงกัน แม้จะมีหน้าจอคั่นอยู่
“ลูกของฉัน...” เธอพึมพำ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสงสารและรู้สึกผิด
หลินไต้นั่งลงข้างเธอ ใช้แขนข้างหนึ่งโอบไหล่ไว้ “ซีรั่ว เรื่องนี้ต้องบอกจือเหวย”
โจวซีรั่วเงยหน้าขึ้นจากอ้อมแขนของเขา ดวงตาแดงก่ำ “ตอนนี้เลยเหรอ? มือเธอยังใส่เฝือกอยู่...”
“ปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไปไม่ได้แล้ว” น้ำเสียงของหลินไต้หนักแน่น “ทางมู่หยวนกำลังจะบอกผลตรวจกับหลีซินแล้ว ถ้าจือเหวยไปรู้เรื่องนี้จากปากคนอื่นทีหลัง เธอจะยิ่งรับไม่ไหว อีกอย่าง...”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง
“เพื่อความแน่ใจ จือเหวยก็ต้องตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับทางหลีมั่นหัวด้วย แบบนี้ต่อไปเราถึงจะ...ถึงจะสลับตัวกลับมาได้”
ตอนที่พูดคำว่า “สลับกลับมา” แม้แต่หลินไต้เองก็ยังรู้สึกว่าคำนี้ช่างเหลวไหลและโหดร้าย
ชีวิตยี่สิบห้าปีไม่ใช่สิ่งของ จะสลับกันได้อย่างไร?
แต่ถ้าไม่สลับกลับมา แล้วลูกสาวแท้ ๆ ของเขาจะทำอย่างไร?
ในห้องพักวีไอพีของโรงพยาบาล หลินจือเหวยกำลังเอนกายพิงหัวเตียงเล่นโทรศัพท์
วันนี้สีหน้าของเธอดีขึ้นมาก ข้อมือที่ใส่เฝือกวางอยู่บนหมอน ส่วนมืออีกข้างเลื่อนหน้าจออย่างคล่องแคล่ว
เจี่ยงเฉิงเซี่ยวออกไปซื้อทีรามิสุจากร้านขนมเจ้าประจำที่เธอระบุไว้ ในห้องพักจึงมีเพียงเธอคนเดียว
เมื่อเห็นพ่อแม่ผลักประตูเข้ามา เธอร้องเรียก “แม่” ก่อน จากนั้นก็สังเกตเห็นสีหน้าของทั้งคู่ พ่อหน้าตึงเครียด ส่วนแม่ตาแดง เห็นได้ชัดว่าเพิ่งร้องไห้มา
“เป็นอะไรไปคะ?” หลินจือเหวยวางโทรศัพท์ลง นั่งตัวตรง ใจเริ่มรู้สึกไม่สบายขึ้นมาอย่างเลือนราง
โจวซีรั่วนั่งลงข้างเตียง แล้วกุมมือของลูกสาวไว้
ริมฝีปากของเธอขยับอยู่หลายครั้ง แต่ก็พูดไม่ออกเสียที
สุดท้ายหลินไต้เป็นฝ่ายพูด เขายืนอยู่ตรงปลายเตียง มือทั้งสองข้างจับราวกั้นไว้ แล้วเล่าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบด้วยน้ำเสียงที่พยายามสงบที่สุด
ตอนแรกหลินจือเหวยเพียงนั่งฟังอย่างเหม่อลอย สายตาเลื่อนจากใบหน้าพ่อไปยังใบหน้าแม่ แล้วกลับมามองพ่ออีกครั้ง จนกระทั่งหลินไต้พูดว่า
“เพราะฉะนั้น ลูกต้องตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือด”
ปฏิกิริยาของหลินจือเหวยรุนแรงกว่าที่พวกเขาคิดไว้เสียอีก
“พ่อ แม่...หมายความว่าหนูไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของพ่อแม่เหรอคะ?”
“จือเหวย...” โจวซีรั่วกุมมือเธอแน่นขึ้น
“เป็นไปไม่ได้” หลินจือเหวยส่ายหน้าอย่างแรง น้ำเสียงแหลมสูงขึ้นทันที “เป็นไปไม่ได้ ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ กรุ๊ปเลือดไม่ได้แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์เสียหน่อย อาจเป็นเพราะผลตรวจมีปัญหา หรือไม่ก็...”
โจวซีรั่วรีบดึงเธอเข้ามากอด มือข้างหนึ่งลูบหลังเบา ๆ “จือเหวย จือเหวย ไม่ต้องกลัว...”
หลินจือเหวยซุกหน้าเข้ากับไหล่แม่ ตัวสั่นไปทั้งร่าง
“จือเหวย” หลินไต้ก้าวเข้ามาอีกก้าว แล้วย่อตัวลงข้างเตียง มองใบหน้าของลูกสาวที่เต็มไปด้วยน้ำตา
“พ่อจะบอกลูกนะ การตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือดไม่ได้ทำเพื่อส่งลูกไปไหน แต่ทำเพื่อยืนยันว่าพ่อแม่แท้ ๆ ของลูกเป็นใคร ลูกมีสิทธิ์ที่จะรู้ชาติกำเนิดของตัวเอง เหมือนกับ...เหมือนกับที่หลีซินก็มีสิทธิ์รู้ว่าเธอเป็นลูกของเรา”
หลินจือเหวยเงยหน้าขึ้นจากอ้อมแขนโจวซีรั่ว มองหลินไต้ด้วยดวงตาพร่ามัวเพราะน้ำตา
“หลีซินเหรอคะ?” เธอทวนชื่อนั้น เสียงแหบพร่า “คนนั้น...คือลูกสาวแท้ ๆ ของพ่อกับแม่เหรอ?”
จู่ ๆ เธอก็นึกอะไรขึ้นมาได้
หลีซิน ชื่อนี้เธอเคยได้ยิน
ได้ยินที่ไหนนะ?
ใช่แล้ว...แฟนเก่าของไป๋เฮ่าเฉิน
ตอนนั้นครอบครัวไป๋คุยเรื่องการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลหลิน เธอเคยไปพบไป๋เฮ่าเฉิน และถือโอกาสสืบเรื่องราวของเขาด้วย
เธอรู้ว่าตอนนั้นไป๋เฮ่าเฉินมีแฟนสาวที่คบกันอยู่คนหนึ่ง ชื่อหลีซิน เธอยังจงใจไปหาเด็กผู้หญิงคนนั้นด้วย
จะเป็นเธอหรือ? จะบังเอิญขนาดนั้นเลยเหรอ?
หลินจือเหวยจำได้ว่าตอนนั้นเธอพูดจาไม่น่าฟังอยู่บ้าง
พอมาคิดตอนนี้ เด็กสาวที่เธอเคยใช้สายตาเหนือกว่ามองประเมิน คนนั้นกลับเป็นคุณหนูตัวจริงของตระกูลหลิน
หลินจือเหวยหลับตาลง น้ำตาไหลจากหางตา
“หนูไม่ตรวจ!”
“หนูไม่อยากยืนยันอะไรทั้งนั้น!”
หลินจือเหวยเงยหน้าขึ้นอย่างแรง น้ำตาเปรอะเต็มใบหน้า “หนูไม่อยากเป็นลูกบ้านนั้น หนูอยากเป็นลูกสาวของพ่อกับแม่! หนูเป็นลูกสาวของพ่อแม่!”
เธอร้องไห้ สายตากวาดไปมาระหว่างหลินไต้กับโจวซีรั่ว ในแววตามีทั้งความกลัว ความน้อยใจ และความสิ้นหวังอย่างที่มีเพียงเด็กคนหนึ่งซึ่งกลัวว่าจะถูกทอดทิ้งเท่านั้นจะมี
เธอยกมือข้างที่ไม่ได้บาดเจ็บขึ้น กำแขนเสื้อของหลินไต้ไว้แน่น
“พ่อ แม่ ไม่ต้องการหนูแล้วเหรอคะ?”
ประโยคนี้ราวกับมีดที่แทงเข้าไปตรงจุดอ่อนที่สุดในหัวใจของโจวซีรั่วอย่างแม่นยำ
น้ำตาของเธอพรั่งพรูออกมา เธอกอดหลินจือเหวยแน่น เสียงสั่นเครือ “จะเป็นไปได้ยังไง? พ่อกับแม่จะไม่ต้องการลูกได้ยังไง ลูกจะเป็นลูกสาวของเราไปตลอด ใครก็เปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ไม่ได้”
หลินไต้ยืนอยู่ข้าง ๆ ลำคอตีบตัน เขาอยากก้าวเข้าไปปลอบ แต่ไม่รู้ว่าควรพูดอะไร
ใช่ว่าเขาจะไม่สงสารเธอ
ลูกสาวที่เขารักและเลี้ยงดูมายี่สิบห้าปีร้องไห้ต่อหน้าเขาราวกับเด็กที่ถูกทอดทิ้ง เขาจะไม่สงสารได้อย่างไร
แต่ในหัวของเขาก็มีภาพหลีซินตอนยิ้มจากรูปที่หลินมู่หยวนส่งมาปรากฏขึ้นพร้อมกัน
เมื่อออกจากโรงพยาบาล ลมหนาวของซูริคพัดปะทะใบหน้า โจวซีรั่วกระชับเสื้อโค้ตให้แน่น เดินเคียงข้างสามีไปตามทางเดินเล็ก ๆ นอกโรงพยาบาล
คนขับรถขับตามอยู่ด้านหลัง
ภูเขาหิมะที่อยู่ไกลออกไปสะท้อนแสงสีขาวเย็นยะเยือกใต้แสงแดด อากาศสะอาดราวกับเพิ่งผ่านการชะล้างมา
เดินไปนานมาก โจวซีรั่วจึงเอ่ยปากขึ้น
“จือเหวยกับหลีซินไม่ใช่เด็ก ๆ แล้ว” น้ำเสียงของเธอแหบเล็กน้อย “อีกไม่ช้าก็จะอายุยี่สิบห้าปีกันแล้ว จะสลับกลับมายังไง?”
หลินไต้หยุดเดิน หันไปมองภรรยา
“คุณหมายความว่า?”
โจวซีรั่วหันหน้าเข้าหาสามี ดวงตายังคงแดงก่ำ ปลายจมูกซีดขาวเพราะความหนาว แต่แววตากลับคืนสู่ความสุขุมและเด็ดขาดแล้ว
“เมื่อกี้คุณก็เห็นอาการของจือเหวยแล้ว” เธอพูด
“เธอเติบโตมาในบ้านเราตั้งแต่เล็ก ตลอดยี่สิบกว่าปีมานี้ เรื่องไหนบ้างที่ฉันไม่ได้จัดการ? ทั้งอาหารการกิน เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย การเดินทาง โรงเรียนที่เธอเรียน วิชาพิเศษที่เธอศึกษา ทุกอย่างฉันเป็นคนดูแลเองทั้งหมด”
“ยี่สิบกว่าปีแล้ว คุณจะให้ฉันปล่อยมือไปง่าย ๆ ได้ยังไง?”
เธอสูดหายใจลึก น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย
“ฉันตัดใจจากเธอไม่ลง ฉันเลี้ยงดูเธอมาตั้งหลายปี เธอก็คือลูกของฉัน ไม่ว่าสายเลือดจะว่าอย่างไร ความผูกพันนี้เป็นเรื่องจริง”
หลินไต้เงียบไปหลายวินาที
“แต่หลีซินเป็นลูกสาวแท้ ๆ ของเรา” เขาพูด
“ฉันไม่ได้บอกว่าจะไม่ยอมรับเธอ ลูกสาวแท้ ๆ ของเรา เราย่อมต้องพากลับมาแน่นอน แต่จือเหวย...จือเหวยก็เป็นลูกสาวของฉันเหมือนกัน”
หลินไต้มองภรรยา แล้วค่อย ๆ เข้าใจความหมายของเธอ
เธอต้องการลูกสาวทั้งสองคน
คนหนึ่งเป็นลูกแท้ ๆ ที่มีสายเลือดเชื่อมโยงกัน พลัดพรากไปอยู่ข้างนอกยี่สิบกว่าปี พวกเขาติดค้างเธอมากเหลือเกิน
อีกคนเป็นแก้วตาดวงใจที่เลี้ยงดูอยู่ข้างกายมาตั้งแต่เด็ก ความผูกพันลึกซึ้ง ยากจะตัดใจ
