กู้ไค้กับเฉียวซือหนัวเรียกชุยจิ้นมาสอบปากคำอีกครั้ง คราวนี้ทั้งคู่ไม่ซักถามเรื่องคดีต่อ เพียงทำสีหน้าเคร่งขรึมและย้ำหลายครั้งให้เขาถอดเสื้อเชิ้ตแขนยาว เพื่อให้ความร่วมมือตรวจร่างกายทั่วทั้งตัว
สีหน้าของชุยจิ้นแข็งค้างทันที มือทั้งสองกำข้อมือเสื้อไว้แน่น ในดวงตามีแววตื่นตระหนกวูบผ่าน แต่ปากยังแข็งกร้าว “ไม่จำเป็นหรอกมั้ง?”
“ให้ความร่วมมือในการสืบสวน” เฉียวซือหนัวพูดเสียงเย็นชา ไม่คิดเสียเวลาโต้เถียงกับเขา
ภายใต้มาตรการบังคับ ชุยจิ้นก็ไม่อาจขัดขวางขั้นตอนการปฏิบัติงานของตำรวจได้
ทันทีที่เสื้อเชิ้ตแขนยาวถูกถอดออก รอยข่วนสดใหม่เป็นเส้นยาวหลายรอยก็ปรากฏเด่นชัดที่ด้านในแขนซ้ายของเขา
รอยแผลเพิ่งตกสะเก็ดได้ไม่นาน ลวดลายยิบย่อยยุ่งเหยิง คล้ายรอยที่เกิดจากนิ้วทั้งห้าข่วนสะเปะสะปะตอนเด็กกำลังดิ้นรนด้วยความตื่นตระหนก
กู้ไค้จ้องรอยแผลนิ่งด้วยแววตาเคร่งขรึม “รอยนี้ได้มายังไง?”
ลูกกระเดือกของชุยจิ้นขยับขึ้นลง เขาฝืนทำใจให้สงบ “แมวที่บ้านข่วน เป็นแผลเก่าตั้งนานแล้ว”
กู้ไค้แค่นหัวเราะ “รอยแผลจากแมวข่วนไม่ใช่แบบนี้”
ชุยจิ้นก้มหน้า ไม่พูดอะไรอีก
แววเย็นชาในดวงตาของกู้ไค้ยิ่งลึกล้ำ เขาไม่ต่อปากต่อคำกับอีกฝ่าย เพียงถ่ายภาพเก็บหลักฐานเงียบ ๆ ก่อนบันทึกข้อมูลเข้าระบบ
อีกด้านหนึ่ง ห้องชันสูตรพลิกศพ
ซ่งสิงจื่อเฝ้าอยู่หน้าห้องตรวจวิเคราะห์ตลอดเวลา ส่วนถังกั่วเองก็แทบอดใจรอไม่ไหว
หลังส่งตรวจได้เพียงครึ่งชั่วโมง เธอก็รีบมารออยู่หน้าประตู หวังว่าจะได้รับข่าวเป็นคนแรก
จี้เทียนถือรายงานผลตรวจวิ่งเหยาะ ๆ ออกมา น้ำเสียงเจือความตื่นเต้นที่แทบข่มไว้ไม่อยู่ “อาจารย์คะ! หัวหน้าถังคะ! ผลออกแล้วค่ะ!”
