กู้หมิงแข็งค้างไปทั้งตัว
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร ไป๋จือจือก็ขยับตัวหันข้างมาเงียบ ๆ มือข้างหนึ่งยันอยู่บนที่วางแขนระหว่างทั้งคู่ แล้วโน้มตัวเข้ามาเล็กน้อย ใบหน้าเล็ก ๆ ของเธออยู่ห่างจากเขาไม่ถึง 15 เซนติเมตร
สีหน้าของเธอดีขึ้นกว่าตอนแรกมาก ไอหมอกชื้นในดวงตาจางหายไปเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงหางตากับปลายจมูกที่ยังแดงระเรื่อจากหยาดน้ำตา ราวกับเชอร์รีสุกงอม ยิ่งขับให้ดวงตาคู่นั้นสุกใสจนสะดุดตา
เธอเอียงศีรษะมองเขาอยู่เช่นนั้น ขนตายังเปียกชื้น เรียงเส้นงอนชัดเจนทีละเส้น
ถ้อยคำปลอบโยนที่กู้หมิงตั้งใจเรียบเรียงอยู่นานถึง 10 นาที พลันปลิวหายไปจากสมองในชั่วพริบตา
ในหัวเหลือเพียงเสียงอื้ออึงว่างเปล่า
กับกลิ่นหอมหวานของนมสตรอว์เบอร์รีจาง ๆ คล้ายแสงแดดที่ติดอยู่บนตัวเธอ
“พี่ซี”
ไป๋จือจือเอ่ยขึ้น
ริมฝีปากบางเผยอเล็กน้อย น้ำเสียงยังแหบพร่าปนความนุ่มละมุนหลังร้องไห้ ราวกับมาร์ชแมลโลว์ที่แช่น้ำจนนิ่ม พอเอ่ยคำก็คล้ายจะเหนียวหนึบติดอยู่ในใจคนฟัง
ลมหายใจของกู้หมิงสะดุดไปครึ่งจังหวะ
“เมื่อกี้...” เธอกะพริบตา ดวงตากลมใสรื้นชื้นคู่นั้นจับจ้องเขาไม่วางตา ก่อนถามช้า ๆ ชัด ๆ ทีละคำว่า “พี่เรียกฉันว่า ‘เด็กดี’—”
รูม่านตาของกู้หมิงหดวูบ
“เพราะสถานการณ์มันคับขัน เลยจำเป็นต้องพูดออกไป...”
ไป๋จือจือขยับใบหน้าเข้าใกล้อีกนิด ลำคอขาวผ่องโน้มไปข้างหน้า ลมหายใจอุ่นร้อนแทบจะปัดผ่านแนวกรามของเขา
