ไป๋จือจือก้มตาครุ่นคิด สายตากวาดผ่านประตูห้องบันไดที่ไม่สะดุดตาบานหนึ่งตรงมุมโถงใหญ่ฝั่งหนึ่ง ลิฟต์ที่ขึ้นไปยังโถงให้สารน้ำชั้นสองอยู่เยื้องไปอีกฝั่ง ปกติคนไข้ที่มารับสารน้ำมักเบียดกันขึ้นลิฟต์เพราะสะดวก คนที่เดินขึ้นบันไดมีน้อยนิด ตรงนั้นเงียบสงบ พอดีเลย
ไป๋จือจือเปลี่ยนทิศทางก้าวเท้า เดินตรงไปยังห้องบันไดโดยไม่แม้แต่จะแตะปุ่มลิฟต์
ด้านหลัง เสียงฝีเท้าลับ ๆ ล่อ ๆ ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตามมาอย่างแน่วแน่อีกครั้ง
ไป๋จือจือยกมุมปาก คิดในใจว่า ซ่งเจียวเอ๋ยซ่งเจียว เธอเป็นนางเอกประสาอะไร ถึงได้ไม่รู้จักใช้สมองบ้างเลยหรือไงนะ?
เธอผลักประตูกันไฟหนาหนักของห้องบันได แล้วก้าวเข้าไป
ในห้องบันไดมีแสงสลัว มีเพียงไฟควบคุมด้วยเสียงไม่กี่ดวงบนเพดานที่ส่องแสงขาวซีด บรรยากาศเงียบสนิท ได้ยินเพียงเสียงหึ่ง ๆ ของลิฟต์ที่กำลังวิ่งมาแว่ว ๆ จากที่ไกล
ไป๋จือจือไม่ได้รีบขึ้นชั้นบน แต่ค่อย ๆ ถอยไปยังมุมอับใต้บันไดชั้นหนึ่ง วางถุงโจ๊กขาวในมือลงบนขอบหน้าต่างเบา ๆ แล้วกอดอกยืนรอเงียบ ๆ
ไม่กี่วินาทีต่อมา ประตูกันไฟบานหนักถูกใครบางคนแง้มออกอย่างแผ่วเบา ร่างหนึ่งที่ดูลังเลเล็กน้อยเบียดตัวเข้ามาด้านข้าง ปลายเท้ายังไม่ทันเหยียบลงบนขั้นบันไดขั้นแรกด้วยซ้ำ—
“พี่สาวคนนี้...กำลังตามฉันอยู่หรือคะ?”
เสียงของไป๋จือจือดังขึ้นจากมุมมืดอย่างฉับพลัน ทั้งนุ่มนวลและใสกังวาน ราวกับสายฟ้าฟาดลงมาโดยไม่ทันตั้งตัว เสียงสะท้อนก้องยาวไปทั่วห้องบันไดอันว่างเปล่า
