เสิ่นชิงอิงพลันเผยสีหน้ายินดี รีบก้าวเข้าไปประคอง พร้อมเอ่ยเรียกเสียงหวานอ่อนโยนว่า “ท่านพี่”
เยี่ยนเหิงปรายตามองฉู่จิ่วด้วยดวงตาพร่ามัวเพราะเมามาย สีหน้าราวกับกำลังถามว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
เสิ่นชิงอิงรีบอธิบาย
“เสี่ยวจิ่วทำอะไรไม่ระมัดระวัง เผลอทำของแตกเข้าเจ้าค่ะ ข้ากำลังสั่งสอนกฎระเบียบนางอยู่พอดี”
เยี่ยนเหิงทำราวกับไม่เกี่ยวข้อง เขาหมุนตัวเปลี่ยนทิศทาง ก้าวโซเซไปยังตั่งงามโดยมีเสิ่นชิงอิงประคอง ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนแผ่หรา
“ก็แค่ของแตกชิ้นเดียว”
ถ้อยคำเนิบช้าเกียจคร้านแฝงแววรำคาญ คล้ายไม่พอใจที่เสิ่นชิงอิงทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่
“ทรัพย์สินของจวนกั๋วกง แม้เทียบกับราชวงศ์ไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้คับแคบถึงขั้นต้องถือสาเรื่องเล็กน้อยเช่นเจ้า”
เดิมทีเสิ่นชิงอิงจะช่วยเยี่ยนเหิงถอดเสื้อผ้า แต่เขากลับโบกมือห้าม
“ข้าเพียงกังวลว่าเสี่ยวจิ่วจะไม่จดจำ วันหน้าทำของมีค่าของท่านพี่เสียหายอีก จึงคิดฉวยโอกาสนี้สั่งสอนนางให้ดี มิได้...”
เสิ่นชิงอิงคิดจะแก้ตัวต่ออีกสองสามคำ แต่พูดยังไม่ทันจบ เยี่ยนเหิงก็เอ่ยขัดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ในจวนมีสาวใช้ที่ทำงานคล่องแคล่วอยู่มากมาย หากคนนี้ใช้แล้วไม่ถูกใจ ก็เลือกคนที่ใช้การได้มาแทน”
ต่อหน้าเยี่ยนเหิง เสิ่นชิงอิงมีนิสัยอ่อนโยนสงบเสงี่ยมมาโดยตลอด ทั้งยังว่าง่ายและเชื่อฟัง
“ท่านพี่สั่งสอนได้ถูกต้องยิ่ง”
“แจกันใบเดียวเท่านั้น ไม่คุ้มให้ข้าบันดาลโทสะใส่สาวใช้จนลดคุณค่าของตนเองจริง ๆ”
เสิ่นชิงอิงหันไปสั่งฉู่จิ่วเสียงดัง
“ยืนเหม่ออยู่ตรงนั้นทำไม ยังไม่รีบไปต้มซุปแก้เมาให้ซื่อจื่ออีก”
เหตุไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นโชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไร
ฉู่จิ่วลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ต่อให้เสิ่นชิงอิงยังไม่หายโกรธ พรุ่งนี้อย่างมากก็คงถูกดุด่าอีกสักยก หรือไม่ก็ถูกหักเงินเดือนเพียงเล็กน้อย
เมื่อดับตะเกียงแล้ว ฉู่จิ่วก็กลับไปนอนในห้องด้านข้าง
กลิ่นอายและกลิ่นสุราจากกายเยี่ยนเหิงคล้ายยังตกค้างอยู่ในห้องด้านข้าง ทำให้จิตใจฉู่จิ่วว้าวุ่น
การปรนนิบัติผู้อื่นช่างเหน็ดเหนื่อยนัก ทั้งที่ยุ่งมาทั้งวัน นางกลับพลิกตัวไปมา นอนไม่หลับ กระทั่งหลังเที่ยงคืนจึงพอข่มตาหลับลงได้
