เมื่อวางสาย ห้องรับแขกก็กลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง สีหน้ายินดีเมื่อครู่ของเฉิงเจ้าฉวินจางหายไป สายตาที่มองซ่งเจียจิ่งแฝงความซับซ้อน
ซ่งเจียจิ่งอ่อนไหวต่ออารมณ์ผู้คนเป็นทุนเดิม ย่อมอ่านความหมายในแววตาคู่นั้นออก สายตาที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากตอนมองเฉิงฝูรั่ว
ช่องว่างนี้ทำให้ความสุขที่ได้พบพ่อแม่แท้ ๆ เย็นเยียบลงทีละน้อย แทนที่ด้วยความน้อยอกน้อยใจสุดขีด เพราะอะไรกัน ต่อลูกสาวแท้ ๆ อย่างเธอต้องฝืนยิ้ม แต่กลับห่วงใยของปลอมอย่างล้นเหลือ?
นึกถึงคำพูดของโจวเสี่ยวเหยียนเมื่อไม่นานมานี้ ความเกลียดชังที่ซ่งเจียจิ่งมีต่อเฉิงฝูรั่วก็พลุ่งพล่าน ถ้าไม่ใช่เพราะเธอคนนั้น ความรักใคร่เอ็นดู คำชมเชยพวกนี้ รวมถึงท่วงท่าจองหองในวันที่หิมะโปรยนั่น น่าจะเป็นของเธอไม่ใช่หรือ?
เฉิงฝูรั่วแย่งชิงทุกอย่างของเธอไป
เฉิงอันถิงเอ่ยปากทำลายความเงียบก่อน “ฉันมีกุยเป่าน้องสาวคนเดียว นอกนั้นไม่รู้จักทั้งนั้น”
เฉิงอันถิงตั้งแต่เล็กก็ไม่ค่อยรักษากฎระเบียบ นอกจากคนในครอบครัวแล้ว กับใครก็ร้ายกาจไปหมด
ซ่งเจียจิ่งได้ฟังพลันรู้สึกเจ็บแปลบในใจ รอบดวงตาขึ้นสีแดงก่ำ มือทั้งสองกำแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว แต่ยังคงก้มหน้านิ่ง ไม่ปริปาก
เฉิงเจ้าฉวินขมวดคิ้ว ถลึงตาใส่เฉิงอันถิงอย่างแรง ทว่าไม่ได้พูดอะไร เขามองซ่งเจียจิ่งที่เงียบงัน แล้วกล่าวช้า ๆ ว่า “เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของกุยเป่า เธอเองก็อย่าผูกใจเจ็บนางเลย นางถูกแม่ของเธอกับพ่อตามใจจนเสียคน เธอเป็นพี่สาว ก็ต้องยอมให้นางบ้าง หลังจากนี้เธอก็อยู่ที่นี่อย่างสบายใจเถิด”
