ถึงจะพูดว่าจะพาเย่หว่านหลานออกไปข้างนอก แต่เผยหลวนอวี้ไม่ได้คิดจะให้คุณหนูน้อยเดินจริง ๆ ตอนนี้เพิ่งเข้าฤดูใบไม้ผลิ ลมยังพัดพาไอหนาวอยู่ ร่างกายของนางยังไม่หายดี โดนลมไม่ได้เด็ดขาด
เขาให้เผยอันจัดเตรียมรถม้าไว้ก่อนแล้ว และยังปูเบาะหนา ๆ ไว้ในรถ ขนาดกำยานมือยังใส่ถ่านเตรียมไว้ให้ ซุกไว้ตรงมุมให้อุ่นอยู่
พอออกจากประตูโรงเตี๊ยม เย่หว่านหลานเห็นรถม้า ก็ชะงักเล็กน้อย เอียงคอมองเผยหลวนอวี้แวบหนึ่ง เผยหลวนอวี้เปิดม่านรถขึ้น พูดเสียงอ่อนโยนว่า "ขึ้นรถเถิด นั่งรถจะได้ไม่เหนื่อย"
พูดจบก็ประคองเย่หว่านหลานขึ้นรถ รอตัวเองเข้าไปแล้วก็เก็บชายม่านให้เรียบร้อย ไม่ให้ลมหนาวพัดเข้ามา
"ท่านพี่เจ้าคะ เราจะไปที่ไหนกัน" เย่หว่านหลานกุมกำยานมืออุ่นน้อย ๆ เอียงตัวมองเผยหลวนอวี้ ในตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
เพื่อพาเย่หว่านหลานออกมาเที่ยว เผยหลวนอวี้ถึงกับให้เผยอันไปสืบเมื่อคืนว่าในอำเภอหวยอันมีที่เที่ยวสนุก ๆ ที่ไหนบ้าง
เผยหลวนอวี้พิงผนังรถ เอียงคอมองนางแวบหนึ่ง วันนี้นางใส่เสื้อหนา เสื้อคลุมขนนกโอบล้อมใบหน้าเล็ก ๆ ยิ่งขับให้เลือดฝาดเล็กน้อยตรงหว่างคิ้วยิ่งงดงามขึ้น พอไออุ่นในรถม้าอบ เหนือแก้มของนางก็แดงเรื่อขึ้น ดูมีชีวิตชีวาขึ้นอีกหลายส่วน
"ไปฟังงิ้ว" เขาพูด เว้นไปครู่หนึ่งก็เสริมว่า "ที่หวยอันมีโรงงิ้วเก่าอยู่โรงหนึ่ง ได้ยินว่าคณะงิ้วไม่เลว เจ้าอยู่แต่ในห้องมานานจนเบื่อแล้ว พวกเราไปฟังให้ครึกครื้นกัน"
เย่หว่านหลานฟังแล้ว ความคาดหวังในตายิ่งมีมากขึ้น รอยยิ้มดั้นขึ้นตรงหว่างคิ้ว ไม่เห็นเค้าความเศร้าหมองตอนพบครั้งแรก
งิ้วจบ เผยหลวนอวี้ก็พาเย่หว่านหลานเที่ยวข้างนอกต่ออีกทั้งวัน ฟ้าเริ่มมืดลงทีละน้อย ร้านค้าสองข้างทางพากันจุดไฟ
