แสงอรุณส่องผ่านบานหน้าต่าง ค่อย ๆ สาดส่องเข้ามาในห้อง เย่หว่านหลานลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า
หันไปก็เห็นเผยหลวนอวี้ซบหลับอยู่บนม้านั่งเตี้ยข้างเตียง ใบหน้าครึ่งหนึ่งซุกอยู่ในอ้อมแขน ปลายผมสีดำสนิทห้อยลงมาปิดคิ้วตาอยู่เล็กน้อย โครงหน้าที่ดูโอหังในยามปกติกลับอ่อนโยนขึ้นมากในยามหลับใหล
ส่วนมือของนาง ยังคงกำแขนเสื้อของเผยหลวนอวี้ไว้แน่น หัวใจของเย่หว่านหลานเต้นแรงขึ้นมาวูบหนึ่ง พลันคิดจะปล่อยมือ แต่กลับขยับอย่างแผ่วเบาที่สุด เกรงว่าจะปลุกเผยหลวนอวี้ให้ตื่น ทว่านางเพิ่งขยับนิ้วได้นิดเดียว แผงขนตาของเผยหลวนอวี้ก็กระพือ ก่อนจะลืมตาขึ้น
แววตาของเขายามเพิ่งตื่นยังดูงัวเงียอยู่บ้าง พอเห็นชัดว่าเย่หว่านหลานตื่นแล้ว ก็ยืดตัวขึ้นทันที น้ำเสียงแฝงด้วยความแหบพร่าเพราะเพิ่งตื่นนอน “ตื่นแล้วหรือ”
มือของเย่หว่านหลานยังกำแขนเสื้อเขาอยู่ พอได้ยินดังนั้นก็รีบปล่อยมือราวกับโดนน้ำร้อนลวก ปลายหูแดงจัดขึ้นทันใด หลุบตาลงไม่กล้ามองเขา
“เสี่ยว...พี่เสี่ยว” เสียงของนางเบาราวกับเสียงยุง นิ้วมือใต้ผ้าห่มขดงอ ไม่ต่างจากอยากย่อตัวหดให้เล็กลงเป็นก้อนเดียว
เผยหลวนอวี้มองท่าทีที่ราวกับอยากจะซ่อนตัวเองให้มิดชิดของนาง มุมปากก็ยกโค้งขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะรีบกดมันลงไป ถามเสียงนุ่มว่า “หิวหรือไม่”
เย่หว่านหลานหลุบตาลง พยักหน้าแผ่วเบา
เรือนกายของเย่หว่านหลานอ่อนแอเกินไป ไม่อาจทนต่อการเดินทางไกลได้ เผยหลวนอวี้ก็ไม่กล้าเสี่ยง จึงพักอยู่ที่เมืองซงเจียงต่ออีกครึ่งเดือน
ช่วงเวลานี้เผยหลวนอวี้ไม่ได้อยู่เฉย เขาพาเผยอันผู้ติดตามไปตรวจสอบทรัพย์สินทั้งหมดของสกุลเย่ในเมืองซงเจียงอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นที่นา หน้าร้าน เงินเก็บ ตั๋วเงินกู้ บันทึกเป็นบัญชีทีละรายการ ทำสำเนาไว้สองชุด
พวกญาติที่ฉวยโอกาสซ้ำเติม ต่างพากันหน้าซีดเซียวมาเคาะประตูถึงที่เพื่อ 'ขอขมา' เผยหลวนอวี้ไม่ยอมพบสักคน เพียงให้เผยอันไปบอกกล่าวว่า “คืนของมาก็พอ ไม่จำเป็นต้องมาหา”
