หลังคนอื่นจากไป หลี่เจาหนิงกับคุณแม่หลี่ก็เลิกโค่น แล้วเดินไปทางซานเต้าวาน
“มีคนตัดไว้แล้ว เราแค่เก็บอย่างเดียวก็เสร็จเร็วแล้ว”
หลี่เจาหนิงขยำมือตัวเอง เมื่อครู่แค่ดึงกิ่งไม้แห้งอันเดียวฝ่ามือเธอก็ถลอกแดงหมดแล้ว
เธอยังออกกำลังกายน้อยไป ก่อนที่วันสิ้นโลกหิมะจะมาถึงต้องเร่งสร้างพละกำลังให้ได้
สองแม่ลูกเดินไปได้ไม่นาน หลี่หย่งอันก็ขี่มอเตอร์ไซค์สามล้อไฟฟ้าที่เปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ตามมาสมทบ
รถจอด “ขึ้นมา”
สองแม่ลูกเอาอุปกรณ์สับฟืนวางบนรถก่อน แล้วปีนขึ้นตาม กระบะท้ายรถไม่ใหญ่ ข้างในยังมีเชือกวางอยู่ ทั้งสองคนคว้าของจับให้มั่น นั่งจนอยู่ตัว รถก็ออก
ซานเต้าวานอยู่ไกลอยู่เหมือนกัน แต่นั่นเทียบกับการเดินเท้า ถ้ามีรถก็เร็ว
10 กว่านาทีต่อมา ก็ถึงที่หมาย
มองจากไกล ๆ เห็นพุ่มไม้ถูกตัดกองระเกะระกะเกลื่อนกลาด ยังมีคนกำลังคัดไม้พุ่มท่อนที่หน่อย ๆ มาหักกิ่ง
ท่อนไม้ที่หักกิ่งแล้วคือพวกที่จางเฉิงจะขนไป
ถัดไปอีกหน่อย ยังเห็นคนราว 10 กว่าคนกำลังก้มโค่นพุ่มไม้
ตีนเขาแถวนี้คือหมู่บ้านจิ่วหลี่ จางเฉิงบอกว่ามีชาวบ้านกำลังจัดการฟืน ครอบครัวสามคนของหลี่หย่งอันกลับไม่เห็นใครเลย
คนที่กำลังหักกิ่งไม้มองเห็นพวกเขาสามคนถือมีดสับฟืนมา จึงตะโกนถาม “มาหาฟืนเหรอ”
“ใช่ ให้หาที่นี่ไหมครับ” หลี่หย่งอันตะโกนตอบ
อีกฝ่ายยิ้มพราย “หาได้เลย เหลือแต่ท่อนหน่อย ๆ ไว้ อยากได้เท่าไรก็ไม่เป็นไรหรอก”
หลี่หย่งอันก็ยิ้มเช่นกัน “ขอบคุณครับ”
ถูกอกถูกใจกันทั้งสองฝ่าย ฝั่งหนึ่งขาดฟืน อีกฝั่งปวดหัวกับการจัดการของพวกนี้ ดีกันไปคนละอย่าง
ถึงเขาจะบอกว่าแค่เก็บ แต่ในพุ่มไม้พวกนี้มีหนามก็ไม่ใช่น้อย ๆ จะเก็บก็ไม่ใช่เรื่องง่าย กระนั้นเมื่อเทียบกับการตัดเองก็ยังเบาแรงกว่ามาก
