หลิวอี้หรานหลุบตาลง แววตาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม จะรู้จักได้อย่างไรกัน ก็จากตอนที่แม่ของเธอตะโกนว่า ‘หนิงหนิง’ แถมใบหน้าของเธอยังมีเค้าโครงของวัยเด็กหลงเหลืออยู่
แล้วก็เดาจากท่วงท่าที่เธอพุ่งตัวไปจับปลา
เหมือนกับเด็กสาวผู้กล้าหาญในความทรงจำไม่มีผิด
ปีนั้นในชั้นเรียนของพวกเขามีนักเรียน 43 คน เป็นผู้ชาย 26 คน
ผู้หญิงมีแค่ 17 คน
ความแตกต่างระหว่างชายหญิงและพละกำลังเช่นนี้ มองอย่างไรผู้ชายก็น่าจะแข็งแกร่งกว่าในหลาย ๆ ด้าน
แต่กลับกลายเป็นว่าฝ่ายหญิงดันมีหลี่เจาหนิงที่กล้าใช้มือเปล่าจับงู จับคางคก กระทั่งจับตะขาบ
ความกล้าของเธอเป็นที่เลื่อมใสของทุกคนในห้อง จนถูกยกให้เป็นหัวหน้าใหญ่ ไม่ว่าใครมีเรื่องอะไรก็ชอบมาหาเธอให้ช่วยจัดการ
โดนเด็กห้องอื่นรังแกก็มา
หิวน้ำแต่ไม่ได้เอามาก็มาหา
ฝนตกหนักไม่กล้าลุยร่องน้ำก็มาหา สุดท้ายเป็นเธอที่แบกข้ามไป
ส่วนเขา เพราะอยู่ในเมืองมาตลอด ไม่คุ้นเคยกับร่องน้ำและโคลนเลนในชนบท ก็เคยถูกเธอแบกมาแล้ว
ด้วยเรื่องราวมากมายเหล่านี้ ตลอดหนึ่งปีที่อยู่ที่นี่ เขาจึงจำเธอได้เพียงคนเดียว
คิดได้ดังนั้น หลิวอี้หรานก็ลุกขึ้นยืน เชิดหน้าขึ้น ในดวงตาคล้ายมีประกายดารา “ที่จำคุณได้ ก็เพราะผมจำคุณมาตลอดน่ะสิ”
หลี่เจาหนิงชะงักนิ่ง ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงหัวเราะ “คุณคงไม่ได้ผูกใจเจ็บหรอกนะ”
เมื่อครู่เธอนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ตอนแรก ๆ หลิวอี้หรานขี้ฟ้องมาก รองเท้าเปื้อนก็ร้องไห้ โต๊ะหนังสือเลอะก็ร้องไห้
สาเหตุที่ทำให้เขาร้องไห้ หลี่เจาหนิงรู้สึกว่ามันไม่ปกติเอามาก ๆ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาต้องร้องเพราะเรื่องเล็กน้อยแบบนี้
