ยามที่ไท่จื่อมาถึงตำหนักซิงหัว ก็เห็นแต่ความโกลาหลวุ่นวาย
พระองค์เสด็จมาที่นี่มิทราบกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ทุกคราต่างเงียบเหงาอ้างว้าง นี่เป็นครั้งแรกที่ครึกครื้นเช่นนี้ กลับกลายเป็นภาพตรงหน้าเช่นนี้
ผู้คนเห็นไท่จื่อ ย่อมไม่กล้าขัดขวาง
หวงกงกงเฝ้าอยู่ด้านนอกตำหนักซิงหัว มองเห็นไท่จื่อแต่ไกล รีบเร่งออกไปต้อนรับ
“องค์ชาย!”
ในใจไท่จื่อร้อนรน เอ่ยถามเสียงเบา “หวงกงกง สภาพขององค์ชายสามเป็นเช่นไรบ้าง?”
หวงกงกงยังไม่ทันปริปากก็หน้าถอดสีก่อน
“องค์ชายสามอาการหนักหนายิ่งนัก ยังดีที่ช่วยกลับมาได้ แต่ว่าร่างกายทรุดโทรมหนักมาก บัดนี้ยังไม่ฟื้น”
“ฝ่าบาท ฮองเฮา จิ้งเฟย และองค์หญิงรอง ล้วนเฝ้าอยู่ข้างใน”
ไท่จื่อได้ยินดังนั้นประสาทที่ตึงเครียดพลันผ่อนคลาย ถอนหายใจยาว
ช่วยกลับมาได้.......ช่วยกลับมาได้ก็ดีแล้ว!
พระองค์ไม่ได้รับเข้าโถงในทันที กลับขมวดคิ้วถาม “หวงกงกง เหตุใดองค์ชายสามดีๆ ถึงได้......”
หวงเผยถอนใจลึก รู้ว่าเรื่องนี้ไท่จื่อต้องล่วงรู้ไม่ช้าก็เร็ว จึงไม่ปิดบัง เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อครู่
ไท่จื่อแม้ในใจจะคาดการณ์ไว้แล้ว ครั้นได้ฟังหวงเผยเล่าถึงความน่าสะพรึงกลัว ก็พลอยใจหายวาบไปด้วย
เมื่อได้ยินปฏิกิริยาของจิ้งเฟยที่โศกาอาดูรถึงขีดสุด ไท่จื่อก็อดประหลาดใจมิได้
พระองค์ทรงทราบดีว่า ความเฉยชาและสิ้นหวังของจิ้งเฟยคือปมในใจขององค์ชายสาม
หากจิ้งเฟยใส่ใจองค์ชายสามถึงเพียงนี้แต่แรก เหตุใดนางจึงเมินเฉยต่อองค์ชายสามเล่า หากมีความอบอุ่นและความรักจากพระสนมแม่ผู้ให้กำเนิด องค์ชายสามก็คงไม่ละทิ้งทุกสิ่งอย่างเด็ดเดี่ยวเช่นนี้......
“จิ่งเอ๋อร์! จิ่งเอ๋อร์ เจ้าฟื้นแล้ว!”
ในยามนี้ ในตำหนักมีเสียงสูงของจิ้งเฟยดังขึ้น
หวงเผยได้ยินดังนั้นก็ทำหน้าเปี่ยมด้วยปีติยินดี “องค์ชายไท่จื่อ ดูท่าองค์ชายสามจะฟื้น——”