เจียวเจียวได้ยินคำนี้ กลั้นแล้วกลั้นเล่าจึงไม่ให้ตนกระโดดขึ้นมา!
ชาติก่อนชาตินี้? หรือว่า.....
“พระเชษฐาฮ่องเต้ เหตุใดจึงตรัสเช่นนี้เพคะ?”
เจียวเจียวกดความตื่นตระหนกในใจลง พยายามทำให้น้ำเสียงฟังดูธรรมดาสามัญ
เสิ่นหยวนจ้านนิ่งเงียบไปหลายลมหายใจ พลางส่ายหน้ายิ้มขื่น แม้ตัวเขาเองก็รู้สึกว่าปัญหานี้ช่างเหลวไหลยิ่งนัก
แต่เมื่อเอ่ยปากแล้ว เขาก็ไม่คิดจะปิดบังเจียวเจียวอีก
“หลังจากเจินเอ๋อร์เกิด ข้าพาเขาไปเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ เสด็จพ่อแม้จะ......ช่างเถิด เรื่องในอดีตอย่าเอ่ยถึงเลย บัดนี้พระวรกายของพระองค์ทรุดโทรมยิ่งนัก ดูชราลงมาก”
“เจินเอ๋อร์เป็นพระนัดดาองค์ใหญ่ ข้าคิดว่าอย่างไรก็ควรให้เสด็จพ่อได้ทอดพระเนตร”
“ยามเสด็จพ่อทอดพระเนตรเจินเอ๋อร์......พระพักตร์ประหลาดยิ่งนัก พระองค์ตรัสถามนามของเจินเอ๋อร์ ข้าทูลตามจริง เสด็จพ่อพลันนิ่งงัน พระวรกายเอนลงบนแท่นบรรทมอย่างอ่อนแรง ฉับพลันน้ำพระเนตรก็ไหลริน ดูสิ้นหวังอย่างที่สุด”
“ข้าได้ยินเสด็จพ่อพึมพำอย่างเลื่อนลอยว่า: ความฝันนั้น......เป็นจริงหรือ?”
“นั่นทำให้ข้าอดนึกถึงที่หวงเผยเคยมากราบทูลว่า เสด็จพ่อมักถูกฝันร้ายเดียวกันหลอกหลอน เอ่ยละเมอไม่หยุด”
“ข้าเกิดความสงสัย จึงเลือกเวลาที่ยามเสด็จพ่อบรรทมสนิทไปเฝ้าอยู่หลายครา เก็บเล็กผสมน้อย ในที่สุดข้าก็ต่อเติมเป็นความฝันอันสมบูรณ์หนึ่งได้”
เจียวเจียวฟังถึงตรงนี้ใจเต้นโครมคราม พลันนึกขึ้นได้ว่าตนเคยให้ ‘ยันต์ถักทอความฝัน’ ผืนหนึ่งแก่เสี่ยวซื่อ ในนั้นคือเนื้อเรื่องจากต้นฉบับเดิม นับรวมถึงจุดจบอันน่าอนาถของตระกูลเฉียว ไท่จื่อ เสี่ยวซื่อ ฮองเฮา และเจินเอ๋อร์
ดูท่าเสี่ยวซื่อครานั้นคงใช้กับฮ่องเต้หยงแล้ว
และฮ่องเต้หยงได้เห็นเจินเอ๋อร์ที่ยังไม่เกิดในความฝัน ทั้งยังล่วงรู้ชะตาที่เจินเอ๋อร์ต้องดับแต่วัยเยาว์