สองพี่น้องกลับถึงจวนตระกูลเฉียวในที่สุด
เฉียวเจียวเจียววุ่นวายมาเกือบทั้งวัน พอได้เข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของฮูหยินเฉียว นางก็หลับตาลงนิทรารมณ์ในทันที
ครั้นเฉียวเทียนจิงกลับมาถึงเรือนจูหยวน หานหย่าเสียนกำลังจัดการธุระเรื่องการค้าอยู่
เมื่อเห็นเฉียวเทียนจิง ใบหน้านางก็แดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยอันใด
นางกลัวว่าจะเป็นเรื่องเข้าใจผิด เมื่อวานจึงได้ย้อนกลับไปยังเรือนเดิมของบิดามารดาเป็นพิเศษ และให้มารดาเรียกหมอหลวงมาให้ตรวจดู
หมอหลวงผู้นั้นกล่าวว่า ระยะเวลายังน้อยนัก คาดว่าเพิ่งจะตั้งครรภ์ ชีพจรจึงยังไม่ปรากฏชัด
ไตร่ตรองไปมาแล้ว นางคิดว่า รอให้ถึงเวลาแพ้ท้องค่อยบอกกล่าวจะดีกว่า
เฉียวหลางเคยบอกกล่าวนางว่า ในคำทำนายของน้องเล็กนั้น นางเคยถูกผู้อื่นวางยาพิษ จึงไม่มีบุตรมาโดยตลอด เพื่อให้นางได้ระแวดระวังไว้
แท้จริงแล้วในใจนางร้อนรนกลุ้มใจยิ่งนัก การปรากฏของเด็กน้อยในครั้งนี้ จึงช่วยปลอบประโลมความกังวลและหวาดหวั่นในจิตใจของนางได้ในที่สุด
แต่นางก็ไม่ปรารถนาจะให้เฉียวหลางกับท่านพ่อท่านแม่ต้องดีใจเปล่า ๆ จึง...ขอรออีกสักหน่อยเถิด
เฉียวเทียนจิงเข้าไปคลอเคลียแนบชิดกับหานหย่าเสียนอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เร่งไปเขียนจดหมายให้บิดาของตน
น้องเล็กกล่าวถูกต้อง หมอหลวงโจวผู้นั้นอาจจะมีประโยชน์อันใหญ่หลวง ต้องให้ท่านพ่อคิดหาหนทางจนสุดความสามารถ เอาชนะใจเขามาให้จงได้!
————
หลังจากไท่จื่อกลับตำหนักแล้ว ก็ขังตนเองอยู่แต่ในห้องบรรทม นั่งอยู่ภายในนั้นแต่เพียงผู้เดียวเป็นเวลานานแสนนาน
องค์ชายสี่ประทับอยู่ที่ห้องทรงพระอักษรตลอดทั้งวัน ฉะนั้นจึงมิอาจล่วงรู้ว่า เสด็จพี่ไท่จื่อของพระองค์เพิ่งได้รับการกระทบกระเทือนจิตใจครั้งใหญ่หลวงมา
ยามใกล้อาหารค่ำ ในที่สุดไท่จื่อก็จัดการอารมณ์ในจิตใจได้เรียบร้อย ตั้งใจจะไปเข้าเฝ้าฮองเฮา
เพิ่งจะย่ำถึงตำหนักอี้คุน พระองค์กลับพบพระวอที่นั่งของฮ่องเต้หยงอยู่ที่หน้าประตู!
ไท่จื่อชะงักเท้า หัวใจพลันบีบรัดเจ็บแปลบขึ้นมาวูบหนึ่ง
เรื่องที่เมื่อคืนเสด็จพ่อเสด็จมาประทับที่ตำหนักอี้คุน พระองค์ทรงทราบแล้ว