กองบรรณาธิการนิตยสารวัยเยาว์สดใส
ทั้งชั้นของอาคารสำนักงานเหลือเพียงหน้ากองบรรณาธิการที่ยังเปิดไฟอยู่
บรรณาธิการกว่าสิบคนนั่งล้อมโต๊ะทำงาน แต่ละคนมีต้นฉบับที่พิมพ์ออกมากองพะเนินตรงหน้า แก้วกาแฟว่างแล้วเติม เติมแล้วก็ว่าง
การเปิดรับต้นฉบับสำหรับฉบับพิเศษของนิตยสารวัยเยาว์สดใสเริ่มขึ้นแล้ว จำนวนต้นฉบับที่ได้รับมากกว่าปีก่อนเกือบเท่าตัว
ตามหลักแล้ว นี่ควรเป็นเรื่องดี เพราะแสดงให้เห็นว่านิตยสารมีอิทธิพลมากขึ้น
แต่โจวหยาง บรรณาธิการผู้รับผิดชอบการคัดต้นฉบับ กลับไม่มีความสุขเลยแม้แต่น้อย
เขาขยี้ตาที่เริ่มล้า ก่อนโยนต้นฉบับที่เพิ่งอ่านจบลงในกอง “รอพิจารณา” แล้วถอนหายใจยาว
นี่เป็นต้นฉบับฉบับที่ 47 ที่เขาอ่านในวันนี้แล้ว
เนื้อหาซ้ำซากกันเกินไป
ไม่ก็แอบรักเพื่อนร่วมโรงเรียน ไม่ก็เรื่องรักของเด็กเรียนกับเด็กไม่เอาไหน หรือไม่ก็วรรณกรรมรักวัยรุ่นแสนเจ็บปวดอะไรทำนองนั้น ตัวเอกต้องประสบอุบัติเหตุรถชน ต้องความจำเสื่อม แล้วก็ต้องวิ่งร้องไห้กลางสายฝน
สูตรสำเร็จมันซ้ำซากขนาดไหนน่ะหรือ?
แค่เห็นตอนเปิดเรื่อง เขาก็เดาตอนจบได้แล้ว
“พี่โจว ยังอ่านอยู่อีกเหรอ?” บรรณาธิการเสี่ยวหลี่ถือกาแฟเดินเข้ามาเหลือบมองกองต้นฉบับตรงหน้า “นี่กี่ฉบับแล้วเนี่ย?”
“47” โจวหยางตอบเสียงแหบ “ไม่มีสักเรื่องที่เข้าท่า”
เสี่ยวหลี่ยิ้มเจื่อน ๆ “ทางฉันก็พอ ๆ กัน ตอนนี้ในบรรดาต้นฉบับสิบเรื่อง มีแปดเรื่องที่เขียนโดยเอไอ อีกสองเรื่องก็เอางานเอไอมาแก้ เรื่องราวออกมาจากพิมพ์เดียวกันหมด แม้แต่ชื่อตัวละครยังคล้าย ๆ กันเลย”
โจวหยางไม่พูดอะไร เพียงหยิบต้นฉบับฉบับถัดไปขึ้นมาอ่าน
ปีนี้เขาอายุ 32 ปี ทำงานเป็นบรรณาธิการที่นิตยสารวัยเยาว์สดใสมา 6 ปี เริ่มจากเด็กฝึกงานจนได้เป็นบรรณาธิการอาวุโส ต้นฉบับที่ผ่านมือเขามีไม่ต่ำกว่าหมื่นฉบับ อย่างน้อยก็แปดพัน
เขารู้ดีว่าปัญหาของวรรณกรรมวัยรุ่นในตอนนี้อยู่ตรงไหน
คนเขียนมีมากเกินไป ส่วนคนที่ตั้งใจเขียนมีน้อยเกินไป
ทุกคนไล่ตามกระแส ใช้สูตรสำเร็จ แล้วก็เกาะกระแสเรียกยอดสนใจ คนที่ยอมสงบใจลงมาเล่าเรื่องดี ๆ สักเรื่องนั้นหาได้ยากยิ่ง
