เจียงเสวี่ยรับสายแทบจะทันที
“ฮัลโหล? น้องชาย! ในที่สุดก็รับสายสักที!”
เสียงของเจียงเสวี่ยดังมาจากปลายสาย แฝงความร้อนใจที่แทบข่มไว้ไม่อยู่
เจียงเฟิงหัวเราะเบา ๆ “มีอะไรเหรอพี่? รีบร้อนตามหาผมขนาดนี้เลย?”
“อย่าเพิ่งถาม” เจียงเสวี่ยสูดหายใจเข้าลึก ๆ “พี่มีเรื่องจะบอก ฟังจบแล้วอย่าเพิ่งตกใจนะ”
เจียงเฟิงชะงักฝีเท้า รอยยิ้มตรงมุมปากยิ่งลึกขึ้น
เรื่องที่ทำให้พี่สาวตื่นเต้นขนาดนี้ ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเป็นเรื่องอะไร
แต่เขาไม่ได้พูดออกไป เพียงเอ่ยอย่างเอื่อยเฉื่อยว่า “ว่ามาสิ ผมฟังอยู่”
“เรื่องก็เป็นแบบนี้”
เจียงเสวี่ยเล่าเรื่องที่สามบริษัทจับมือกันรุมโจมตีให้ผู้เป็นน้องฟังตั้งแต่ต้นจนจบ
พอพูดถึงตอนท้าย เสียงของเธอก็เบาลงเล็กน้อย แฝงความท้อแท้ที่สังเกตแทบไม่ออก
“นักแต่งเพลงระดับแถวหน้าตั้งสามคนแน่ะ น้องชาย พี่เพิ่งเข้าไปหาข้อมูลมา แต่ละคนไม่ธรรมดาเลย”
“จางเฮ่อของเทียนอวี่แต่งเพลง ‘เมืองร้าง’ เคยกวาดรางวัลเพลงฮิตแห่งปีมาแล้ว”
“หลิวฟางของหัวเซิ่งเป็นบุคคลระดับเจ้าพ่อเพลงรักเลยนะ”
“เฉินโม่ของเฟิงหัวนี่เกินไปกว่าใคร ในวงการเรียกเขาว่า ‘เครื่องผลิตเพลงฮิต’ เพลงที่ผ่านมือเขาไม่มีเพลงไหนไม่ดัง”
“สามคนนี้มารวมตัวกันในชาร์ตเพลงใหม่เดือนหน้า คงเหมือนเทพเซียนเปิดศึกกันชัด ๆ”
“พี่เป็นแค่นักร้องหน้าใหม่ ต้องไปเบียดอยู่ตรงกลาง...”
เธอพูดไม่จบ แต่ความหมายชัดเจนมาก
โอกาสรอดริบหรี่
ปลายสายเงียบไปสองวินาที
จากนั้นเสียงเจียงเฟิงก็ดังขึ้นอย่างสบาย ๆ “แค่นี้เองเหรอ?”
เจียงเสวี่ย “...”
“น้องชายหมายความว่ายังไง? ‘แค่นี้เอง’ นี่คืออะไร?”
“ผมหมายถึง...” น้ำเสียงของเจียงเฟิงแฝงรอยยิ้มไม่ใส่ใจ “พวกเขาอยากรุมก็ปล่อยให้รุมไปสิ”
“พี่กำลังจะโดนล้อมจนมิดอยู่แล้ว น้องชายยังใจเย็นได้อีกเหรอ?”
เจียงเสวี่ยเริ่มร้อนใจขึ้นมา
“ผมรู้” เจียงเฟิงตอบเนิบ ๆ “เพราะงั้นถึงบอกไงว่าให้พวกเขามา”
เจียงเสวี่ยชะงักไปกับท่าทีสบายอกสบายใจของเขา
เธอรู้จักน้องชายคนนี้ดีเกินไป
ตั้งแต่เด็กจนโต เจียงเฟิงไม่เคยพูดอะไรที่ตัวเองไม่มั่นใจ
ยิ่งเขาพูดอย่างไม่ใส่ใจแบบนี้ ก็ยิ่งแปลว่าในใจมั่นใจมาก
