ทันทีที่ชื่อเจียงเฟิงหลุดจากปากอาจารย์เฉิน เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นในห้องโถงราวกับระเบิดลง
คนที่เมื่อครู่ยังพูดกันว่าเจียงเฟิงทำผลงานได้ไม่ดี ต่างพากันนิ่งอึ้งไปในพริบตา
เจียงเฟิงเขียนผลงานที่คู่ควรแก่การจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ได้จริง ๆ งั้นเหรอ?
ข้อความในห้องถ่ายทอดสดไหลพรืดจนหน้าจอแทบค้าง:
“ฉันรู้อยู่แล้ว! รู้อยู่แล้วว่าเจียงเฟิงต้องมีไม้เด็ด!”
“จารึกไว้ในประวัติศาสตร์เลยเหรอ? โห คำชมนี้สูงไปไหมเนี่ย?”
“ถึงกับทำให้อาจารย์เฉินพูดแบบนี้ได้ ไม่ธรรมดาแล้ว!”
“รีบอ่านสิ! อ่านเลย! อยากฟังแล้วว่าผลงานเทพเซียนอะไร!”
“ถึงเวลาตบหน้าแล้ว! คนที่บอกว่าเจียงเฟิงเขียนพังเมื่อกี้อยู่ไหน? ออกมาขอโทษเลย!”
ตรงที่นั่งผู้เข้าแข่งขัน รอยยิ้มเยาะบนใบหน้าของชายหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตแข็งค้างไปทันที หัวใจเขากระตุกวูบ
แย่แล้ว งานเข้าแน่!
เฉินหวยจิ่นก้มมองต้นฉบับ ก่อนอ่านบทเปิดด้วยน้ำเสียงเนิบช้าเปี่ยมริ้วรอยแห่งกาลเวลา:
“ราตรีส่งแขก ณ ริมแม่น้ำสวินหยาง ใบเมเปิลกับดอกอ้อพลิ้วไหวในสายลมสารท เจ้าภาพลงจากม้า แขกอยู่บนเรือ ยกจอกคิดดื่มไร้เสียงดนตรี เมามายก็ยังไม่อาจสำราญ จำต้องหม่นหมองจากลา ครั้นถึงยามพรากจาก สายน้ำกว้างใหญ่สะท้อนจันทร์...”
อ่านจบสามวรรค เสียงพูดคุยจอแจในห้องโถงก็เบาลงอย่างเห็นได้ชัด
สายลมสารท ราตรีเหน็บหนาว ผู้จากไกล และสายน้ำ ภาพเหล่านี้ซ้อนทับกันจนฉากอำลาอันเศร้าสร้อยพุ่งกระแทกใจทุกคน
ทิศทางของข้อความในห้องถ่ายทอดสดเริ่มเปลี่ยนไป:
“บทเปิดนี่...มีอะไรอยู่เหมือนกันนะ”
“ลมสารทพัดใบไม้ไหว กับสายน้ำสะท้อนจันทร์ เลือกใช้คำได้พิถีพิถันจริง ๆ”
“ดีกว่าที่คิดนะ แต่เปิดเรื่องได้ระดับมาตรฐานทั่วไปเอง อย่าเพิ่งอวยเร็วไป”
