บนเวทีพิธีกร เฉินหวยจิ่นหยิบไมโครโฟนขึ้นมาอีกครั้ง น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย
“พอได้ยินเสียงผีผาก็ถอนใจ ครั้นได้ฟังถ้อยคำนี้ก็ยิ่งสะเทือนใจ ต่างเป็นคนอาภัพที่ต้องระหกระเหินไปทั่วหล้า เมื่อพบกันแล้วไยต้องถามว่าเคยรู้จักกันหรือไม่!”
ตูม—
ทั้งในสถานที่จัดงานและห้องไลฟ์สดต่างระเบิดเสียงฮือฮาขึ้นพร้อมกัน
“โห!” ใครบางคนอดตะโกนออกมาไม่ได้ ก่อนจะรีบยกมือปิดปาก
สองประโยคที่เจียงเฟิงพูดกับหญิงสาวเล่นผีผาในฉากจำลองเมื่อครู่ แท้จริงแล้วไม่ใช่คำรำพึงที่นึกขึ้นได้ในตอนนั้น
แต่มันคือการปูทางไปสู่บทกวีทั้งบท!
นี่มันใช่แค่การเขียนถึงหญิงสาวเล่นผีผาที่ไหนกัน?
นี่คือการเขียนถึงผู้คนที่ผิดหวังทั่วใต้หล้า ถ่ายทอดความรู้สึกของผู้มีพรสวรรค์แต่ไร้คนเห็นค่าและผู้ที่ต้องร่อนเร่พเนจรอย่างครบถ้วน
บทกวีเพียงประโยคเดียว ก็ยกระดับความหมายขึ้นไปอีกขั้น
ผู้เข้าแข่งขันทั้งสนามหันขวับพร้อมกัน สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังเจียงเฟิงที่นั่งอยู่แถวหลัง
แววตานั้นราวกับกำลังมองสัตว์ประหลาด
ข้อความในห้องไลฟ์สดไหลเร็วเสียจนภาพแทบค้าง ตัวอักษรซ้อนทับกันจนมองไม่เห็นจอ
【นี่คือการวางหมากของอัจฉริยะระดับท็อปงั้นเหรอ?!】
【สุดยอด! โคตรสุดยอดเลย!】
【เชี่ย ๆ ๆ! ประโยคนี้เอง ถึงกับเขียนลงไปในบทกวีจริง ๆ ด้วย!!】
【ที่แท้ประโยคในฉากจำลองไม่ได้พูดขึ้นมาลอย ๆ นี่กำลังเก็บท่าไม้ตายอยู่นี่เอง!】
【ยกระดับความหมายขึ้นมาทันทีเลย! โอ้โห มุมมองเปิดกว้างขึ้นมาเลย!】
【ดูเหมือนเขียนถึงตัวเองกับหญิงสาวเล่นผีผา แต่แท้จริงกลับเขียนถึงความรู้สึกร่วมของผู้คนทั่วหล้า นี่แหละฝีมือระดับปรมาจารย์!】
【คนที่ก่อนหน้านี้บอกว่าเจียงเฟิงเขียนพังไปไหนแล้ว? รีบออกมาขอโทษเดี๋ยวนี้!!】
ในแถวผู้เข้าแข่งขัน นักศึกษาชายสวมเสื้อเชิ้ตที่เคยเยาะเย้ยเจียงเฟิงก้มหน้าจนแทบชิดอก ใบหน้าแดงก่ำ อยากแทรกแผ่นดินหนีไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด
เมื่อครู่เขายังหัวเราะเยาะว่าเจียงเฟิงเขียนยืดยาวเกิน 600 ตัวอักษรเหมือนบันทึกเรื่องราวไปเรื่อยเปื่อย แต่เพียงชั่วพริบตาก็โดนตบหน้าฉาดใหญ่
คนอื่นเขาเขียนเกิน 600 ตัวอักษร เรียกว่ามีวรรณศิลป์ล้ำเลิศ
ส่วนตัวเองเขียนไม่กี่สิบตัวอักษร เรียกว่าจินตนาการเหือดแห้ง
