เจียงเฟิงยังไม่ทันได้พูด ซูชิง หลี่เผยหยวน และคนอื่น ๆ ที่อยู่ข้าง ๆ ก็ยิ้มพลางเดินเข้ามา
“ใช่เลย ผลงานดี ๆ แบบนี้ ยังไงก็ต้องเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกสักหน่อย”
“วันหลังถ้าคุยกับคนอื่นเรื่องเพลงผีผา พวกเราก็จะได้บอกว่า ตอนนั้นเราเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ได้ชื่นชมผลงานชิ้นนี้”
กรรมการทั้งห้าคนยิ้มแล้วเดินเข้ามาล้อมเขา ดูท่าจะตั้งใจถ่ายรูปกับเขาจริง ๆ
ผู้เข้าแข่งขันที่เดินผ่านไปมาเห็นภาพนี้ก็หยุดชะงัก ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเรื่อย ๆ
“ฉันตาฝาดไปหรือเปล่า? กรรมการทั้งห้าคนเป็นฝ่ายชวนเจียงเฟิงถ่ายรูปด้วยเหรอ?”
“ให้ตายสิ…ยิ่งใหญ่เกินไปแล้วมั้ง?”
“รู้ไหมว่าปกติมหาวิทยาลัยต่าง ๆ อยากเชิญอาจารย์ทั้งห้าท่านนี้ไปบรรยายยังแทบจองตัวยาก ตอนนี้กลับเป็นฝ่ายมาถ่ายรูปกับนักศึกษาคนหนึ่งเองเนี่ยนะ?”
เสียงพูดคุยดังระงมไปทั่วกลุ่มคน แววตาเต็มไปด้วยความอิจฉา
บางคนก็พึมพำอย่างหมั่นไส้ว่า “ก็แค่ถ่ายรูปด้วยกันไม่ใช่เหรอ ต้องตื่นเต้นขนาดนั้นเลยหรือไง?”
“ไม่เห็นต้องขนาดนั้นเลย?” คนข้าง ๆ สวนกลับทันที “ถ้านายได้ถ่ายรูปกับเฉินหวยจิ่นสักรูป กลับไปมหาวิทยาลัย อธิการบดีก็ต้องออกมาต้อนรับด้วยตัวเองแล้ว กรรมการทั้งห้าท่านนี้ คนไหนก็เป็นยอดฝีมือระดับปรมาจารย์แห่งวงการวรรณกรรมทั้งนั้น!”
“ฉันว่าอาจารย์ทั้งหลายคงเห็นแววแล้วชอบเด็กคนนี้ เจียงเฟิงมีพรสวรรค์ขนาดนี้ อนาคตต้องไปได้ไกลแน่ ตอนนี้ผูกมิตรไว้ก่อนก็เป็นเรื่องปกติ”
“คงไม่ใช่แค่นั้นหรอก…” ใครบางคนพูดอย่างครุ่นคิด “ลองคิดดูสิ ผลงานอย่างเพลงผีผา ยังไงก็ต้องสืบทอดต่อไปแน่”
“วันหลังพอมีคนพูดถึงบทกวีบทนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า การประกวดกับการตัดสินในวันนี้ก็จะพลอยมีชื่อเสียงไปด้วย”
“รูปที่อาจารย์ทั้งหลายถ่ายกับเจียงเฟิงนี่ ไม่แน่ว่าวันหน้าจะถูกบันทึกไว้ในเอกสารประวัติศาสตร์ด้วยก็ได้”
พอพูดจบ คนรอบ ๆ ต่างก็ชะงักไป
คิดดูให้ดี…ก็มีเหตุผลจริง ๆ ด้วย!
