ยามนี้เฮ่อซงหนิงยังไม่รู้เลยว่า "น้องสาวผู้น่ารัก" ของตนไปก่อ "เรื่องดี ๆ" อะไรมาอีกแล้ว
เขาเดินช้า ๆ ไปยังที่นั่งในงานเลี้ยง
อ๋องเว่ยเห็นเข้าก็กระตือรือร้นยิ่งนัก "จ้งเชียน มานั่งนี่เร็วเข้า"
จ้งเชียนคือชื่อรองของเฮ่อซงหนิง
การที่อ๋องเว่ยเรียกเขาเช่นนี้ ก็เพื่อแสดงถึงความสนิทสนมใกล้ชิด
ผู้คนเห็นเฮ่อซงหนิงสะบัดชายเสื้อแล้วนั่งลงแนบชิดเบื้องซ้ายของอ๋องเว่ย ก็อดเผยแววริษยาออกมาไม่ได้
เซวี่ยหนิงผู้นี้ ถือดีในพรสวรรค์ของตน ไม่เคยเห็นใครอยู่ในสายตา มีเพียงอ๋องเว่ยที่เห็นคุณค่าในความสามารถของเขา ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เชิญเขามาเป็นแขกผู้มีเกียรติ
ดูเถิด พอทรุดตัวนั่งลง อ๋องเว่ยก็สนทนากับเขาด้วยเสียงต่ำแล้ว
ให้ความสำคัญเพียงใด ให้ความสำคัญเพียงใดนะ!
"จ้งเชียนว่าไว้วันนี้จะพาน้องสาวของเจ้ามาร่วมงานชุมนุมกวีด้วยมิใช่หรือ" ทางด้านนี้อ๋องเว่ยเอ่ยปาก ถามกลับเป็นเรื่องเช่นนี้
"นางน่ะหรือ บอกว่ารำคาญที่ต้องปะปนอยู่กับหมู่บุรุษ พาคนรับใช้ไปนั่งในศาลาด้วยตัวเองแล้ว" เฮ่อซงหนิงพูดอย่างไม่รีบร้อน
"ศาลาหลังใด"
"หลังนั้น..." เฮ่อซงหนิงพูดพลางมองตามไป
แล้วคนเล่า?
สีหน้าของเฮ่อซงหนิงแปรเปลี่ยนเล็กน้อย แต่ไม่นานก็กลับเป็นปกติ แล้วพูดว่า "คงจะทนความน่าเบื่อไม่ไหว ออกจากศาลาไปเดินเล่นตามอัธยาศัยแล้วกระมัง"
ทั้งที่มางานชุมนุมกวีแท้ ๆ แต่กลับไม่ได้พบหน้า
ทั้งที่เขาสูงศักดิ์เป็นถึงอ๋องเว่ย คนอื่น ๆ ล้วนจึงหน้าเข้าหาเขาแทบไม่ทัน แต่น้องสาวของเซวี่ยหนิงกลับไม่แยแสแม้แต่น้อย
ยิ่งเป็นเช่นนี้... อ๋องเว่ยก็ยิ่งเหมือนมีอุ้งเท้านับร้อยมาข่วนหัวใจ คันคะเยออย่างรุนแรง!
"ด้านหลังอุทยานนี้มีป่าทึบอยู่แห่งหนึ่ง หากนางเดินเข้าไปโดยไม่ระวัง เกรงว่าจะหลงทาง" อ๋องเว่ยพูดแล้วเรียกขันทีน้อยมาคนหนึ่ง "เจ้าไปเดินดูรอบ ๆ หน่อย ว่าคุณหนูสกุลเซวี่ยหลงทางหรือไม่"
"คุณหนูสกุลเซวี่ย?" ขันทีน้อยชะงัก คิดในใจว่าเขาก็ไม่เคยพบเห็นใบหน้ามาก่อนอย่างไรเล่า
เสียงของเฮ่อซงหนิงดังขึ้น "อาภรณ์สีกานพลู ศีรษะประดับดอกสุริยันจันทรา"
ขันทีน้อยรีบรับคำแล้วไป
ศีรษะประดับดอกไม้...
และยังเป็นดอกสุริยันจันทราเช่นนั้นที่ซับซ้อนและงดงามตระการตา ขันทีน้อยแอบส่ายหัว ไม่มีผู้ใดกล้าประดับดอกเช่นนี้ ก็เพราะดอกสุริยันจันทรางามเกินไป จะช่วงชิงรัศมีของตนเองไป
หรือว่าคุณหนูสกุลเซวี่ยผู้นี้... จะงดงามแจ่มจรัสยิ่งกว่าดอกสุริยันจันทรา?
อ๋องเว่ยก็นึกถึงปัญหานี้เช่นกัน ชั่วขณะหนึ่งแม้แต่เหล้าหลวงที่วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้าก็ไม่สนใจใยดี
ว่าไปแล้วเขารู้จักกับเซวี่ยหนิงเพิ่งจะสี่เดือนเท่านั้น แต่กลับได้ยินเกี่ยวกับน้องสาวของเขาจากปากของเซวี่ยหนิงเสมอ
เซวี่ยหนิงว่านางเกิดมาบอบบาง หากอาภรณ์หยาบกระด้างสักหน่อย ก็จะเสียดสีผิวของนางจนแดง
ลองคิดดูว่าเป็นเช่นไรกัน คือผิวขาวเย็นดุจหิมะ
เซวี่ยหนิงยังว่านางเกิดมาแสนงอน ยามยืนไม่เห็นท่ายืน ยามนั่งไม่เห็นท่านั่ง มักชอบอิงแอบออดอ้อนผู้อื่น
ลองคิดดูอีกว่าเป็นเช่นไร ไม่มีกระดูกเอวอ่อนนุ่มยิ่ง
เซวี่ยหนิงยิ่งว่านางเอาแต่ใจ อาศัยครอบครัวรักใคร่ตามใจ ไม่ยลมองผู้ใด บ่อยครั้งแม้แต่ผู้เป็นพี่ชายอย่างเขา ก็จนปัญญา
ทว่าข้อบกพร่องเช่นนี้ เมื่อนำมาใส่ในตัวคนงาม กลับกลายเป็นข้อดี
หากล้วนเป็นเช่นสตรีในเรือนหลังที่พลอยตามอ่อนน้อม จะน่าสนใจอันใด?
อ่อนนุ่มเช่นนี้ แต่กลับมีกระดูกที่ทรนงแทรกขึ้นมาอีก นั่นสิถึงจะทำให้ผู้คนยับยั้งจิตแห่งการพิชิตไว้ไม่อยู่!
ส่วนทางอีกด้าน เซวี่ยชิงอินอดไม่ได้ที่จะจามเสียงดัง
ทว่าคนอย่างอ๋องเซวียนเกรงว่าจะไม่ข้องแวะสตรี ยิ่งไม่มีแม้ครึ่งเสี้ยวแห่งความสงสารเห็นใจ
เขาไม่แม้แต่จะมองเซวี่ยชิงอิน เพียงถามว่า "เซวี่ยหนิงคือใคร"
บุรุษข้างกายอ๋องเซวียนตอบว่า "บุตรชายคนโตของเจ้ากรมสรรพากรเซวี่ยเฉิงต้ง ผู้นี้มีพรสวรรค์ด้านอักษรา เคยแต่ง 'สยินหยางฟู่' โด่งดังไปทั่วเมืองหลวง กระทั่งฝ่าบาทยังเคยสดับนามของเขา" เขาพูดแล้วหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วเสริมต่อ "อ๋องเว่ยเคยเชิญเขามายังจวนเพื่อดื่มสุราด้วยกัน"
อ๋องเซวียนผงกศีรษะเล็กน้อย น้ำเสียงเย็นชาว่า "อืม คุณหนูเซวี่ยไปได้แล้ว"
ให้ไปแล้วหรือ?
อ้อ คิดแล้วก็คงเป็นเช่นนั้น บิดาของนางจะใช่ขุนนางน้อย ๆ ที่ไหน แม้แต่อ๋องเซวียนก็ไม่อาจกักตัวนางไว้เพื่อจัดการ
เซวี่ยชิงอินยกแขนเสื้อเช็ดปาก
สายตาของอ๋องเซวียนก็ร่วงลงบนริมฝีปากของนางอย่างไม่รู้ตัว
เมื่อครู่ยังไม่รู้สึก ยามนี้พินิจดูอย่างถี่ถ้วน ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแรงของเขาใหญ่เกินไป หรือเพราะนางบอบบางเกินไป บนกลีบริมฝีปากนั้นกลับยังปรากฏรอยกดของนิ้วมือหลงเหลืออยู่
"เดี๋ยวก่อน" อ๋องเซวียนเอ่ยปาก
หากนางเดินออกไปเช่นนี้ นางอยู่หน้า พวกเขาอยู่หลัง
หากใคร่ครวญไม่ดีถูกจับตามองได้เข้า จะเล่าลือเป็นข่าวลือเช่นใด?
เซวี่ยชิงอินมองเขาอย่างสงสัย "มีอะไร"
อ๋องเซวียนทอดตาลงกวาดผ่านชายกระโปรงเปื้อนโคลนของนาง แล้วพูดว่า "อาภรณ์ของเจ้าสกปรกแล้ว"
เซวี่ยชิงอินก้มมอง แล้วปัดสองที "ไม่เป็นไร" อาจกล่าวได้ว่าไม่ค่อยพิถีพิถันนัก
อ๋องเซวียนกลับหันไปพูดกับบุรุษผู้นั้นว่า "เหวินฮุ่ย ไปที่จินเชวี่ย เอาผ้าคลุมมาตัวหนึ่งให้นาง"
บุรุษนาม "เหวินฮุ่ย" ขานรับอย่างไม่เข้าใจนัก
ใต้เท้าอ๋องเซวียนเหตุใดถึงได้รู้จักทะนุถนอมสตรีเช่นนี้?
อ๋องเซวียนเอ่ยปากแล้ว เซวี่ยชิงอินก็ได้แต่รอ
"ฮัดชิ่ว—"
แต่นางห้ามไม่ไหวจริง ๆ
เหตุใดลมนี้ถึงพัดเย็นขึ้นเรื่อย ๆ?
เซวี่ยชิงอินจามติดต่อกันหลายครั้ง ครั้นเห็นสีหน้าของอ๋องเซวียนยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ นางก็ขยับตำแหน่งของตนเอง
อา เช่นนี้ก็สบายแล้ว
อ๋องเซวียนรูปร่างสูง บังลมได้พอเหมาะ
อ๋องเซวียน "..."
เวลาไม่นาน เหวินฮุ่ยก็กลับมา
ไม่รู้ว่าผู้นามจินเชวี่ยที่พวกเขาพูดถึงคือผู้ใด... แต่คิดว่าน่าจะเป็นสตรี
เพราะสิ่งที่เหวินฮุ่ยนำกลับมา คือผ้าคลุมสีขาวจันทร์ตัวหนึ่ง บนนั้นปักดอกกล้วยไม้
เหวินฮุ่ยยื่นผ้าคลุมให้เซวี่ยชิงอิน นางก็ไม่เกรงใจ กำลังรู้สึกหนาวพอดี กลับมือมาคลุมบนตัวนางเอง นางถามว่า "ไปได้แล้วหรือยัง"
อ๋องเซวียนมองไปที่ริมฝีปากของนางอีกครั้ง
ริมฝีปากของนางเม้มเบา ๆ สีชมพูอ่อน ประหนึ่งบุปผาที่อวบอิ่มแต่นุ่มนวล
รออยู่ชั่วครู่หนึ่งเช่นนี้ รอยกดของนิ้วมือก็จางหายไปแล้ว
"เดี๋ยวก่อน" ครั้งนี้กลับเป็นเหวินฮุ่ยที่เอ่ยปาก
เซวี่ยชิงอินคิดในใจจะจบไม่จบสักที?
เหวินฮุ่ยยิ้มพูดว่า "เรื่องวันนี้ มิอาจกล่าวถึงภายนอกได้"
ยังไม่ทันที่เซวี่ยชิงอินจะเอ่ยปาก เหวินฮุ่ยก็พูดต่อว่า "เชิญคุณหนูทิ้งของติดตัวไว้สักหนึ่งชิ้นเถิด"
"เหวินฮุ่ย" น้ำเสียงของอ๋องเซวียนเครียดหนัก "การกระทำเช่นนี้ต่ำช้า"
เหวินฮุ่ยค่อนข้างเกรงกลัวเขา หลังก็โค้งงอลงไปอีก แต่ว่าเขากัดฟันพูดว่า "ทว่าใต้เท้า กันคนถ่อยไว้ได้ หากวันหน้าเรื่องนี้บานปลายขึ้น ก็ยุ่งยากแล้ว"
สมองของเซวี่ยชิงอินหมุนต่อไม่ทันแล้ว
อะไรกัน?
อ้อ นางค่อย ๆ คล้ายจะเข้าใจแล้ว ทิ้งสิ่งของไว้ให้เขา ภายภาคหน้าหากนางกล้าออกไปพูดจาเหลวไหล เขาก็จะได้ถือของของนางมาออกอุบายทำลายความบริสุทธิ์ของนางใช่ไหม?
เพราะอย่างไรเสียหญิงสาวดี ๆ ของติดตัวที่พกมาเองจะให้ผู้อื่นตามอำเภอใจได้อย่างไร?
เหตุผลก็เป็นเหตุผลนี้ไม่ผิด...
เซวี่ยชิงอินส่ายหัวพูดว่า "ข้าให้เจ้าไม่ได้"
อ๋องเซวียน "อืม เจ้าไปเถิด"
เซวี่ยชิงอินมองเหวินฮุ่ย แล้วพูดอีกว่า "เพราะเจ้าน่ะทั้งแก่ทั้งขี้เหร่ เก็บไว้ให้เจ้าจะนับเป็นอะไรกัน ภายหน้าหากใคร่ถูกพบเข้า ของของข้าอยู่ที่เจ้า คนอื่นจะยังว่าคุณหนูสกุลเซวี่ยตาบอดอีก"
เหวินฮุ่ย ?
เซวี่ยชิงอินมองอ๋องเซวียน "ให้ท่านยังพอได้ ท่านหนุ่มหล่อ"
อ๋องเซวียน "..."
เหวินฮุ่ย "…………"