บทที่สอง
ภายในครึ่งชั่วยามแรกหลังเพิ่งข้ามมิติมา เซวี่ยชิงอินก็เคยครุ่นคิดอย่างจริงจังว่า จะวางกลอุบายซ้อนกล ตั้งแผนการต่อเนื่องเพื่อกำจัดเฮ่อซงหนิงผู้เป็นนายเอกเสียโดยตรง นับแต่นั้นก็จะไร้กังวลใดตามมาภายหลัง
แต่นางกลับพินิจพิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนแล้ว
...ขออภัยเถิด หามีสมองอันชาญฉลาดพอจะวางแผนการณ์ได้ไม่
ไม่ว่าจะอย่างไรเฮ่อซงหนิงก็ยังเป็นถึงนายเอก
ไม่ต้องกล่าวถึงรัศมีตัวเอกเหนือหัวเลย บุรุษผู้นี้ช่างระแวงสงสัย ลงมือโหดเหี้ียมอำมหิต กระทั่งบิดาแท้ ๆ ของตนยังถูกเขาค่อย ๆ ออกแบบแผนทำร้ายจนสิ้นชีพ
สู้ไม่ได้ สู้ไม่ได้
เซวี่ยชิงอินเลือกที่จะสงบนิ่งปล่อยวาง
ทางฝั่งเฮ่อซงหนิงเห็นนางไม่เคลื่อนไหวแม้แต่น้อย โทสะในใจก็พลันลดลงไปสามส่วน
จะไปถือสากับคนโง่เขลาทำไมกัน? เฮ่อซงหนิงคิดในใจ
“จำข้าไม่ได้แล้วหรือ?” เฮ่อซงหนิงเอ่ยเสียงต่ำ
เซวี่ยชิงอินผงกศีรษะเล็กน้อย
...จำไม่ได้จริง ๆ หรือ?
เฮ่อซงหนิงบีบเสียงออกจากลำคอ: “ข้าคือท่านพี่ใหญ่”
เซวี่ยชิงอินก็ผงกศีรษะลงอีกครั้ง
เฮ่อซงหนิงจึงได้ปล่อยมือ
ส่วนสาวใช้ด้านนอกนั้นได้ยกตะเกียงเตรียมจะเดินเข้ามาด้านในแล้ว
“บอกนางว่าเจ้าไม่เป็นไร” เฮ่อซงหนิงเร่งเร้า
แต่อย่างไรเสียก็ยังพูดช้าเกินไป
สาวใช้อ้อมผ่านฉากกั้น: “อ๊ะ! ผู้ใดกัน?”
เซวี่ยชิงอินก็ขายหน้าทันทีอย่างหมดจด: “ไม่เห็นหรือ? คือท่านพี่ใหญ่”
เฮ่อซงหนิง: “...”
สาวใช้กลับมิได้คิดไปทางอื่น ประหลาดใจนัก: “ที่แท้คือท่านคุณชายใหญ่มาถึงแล้ว”
นางรีบจุดตะเกียง
แสงสว่างทอประกายใบหน้าของเฮ่อซงหนิง
เฮ่อซงหนิงมีรูปโฉมงดงามยิ่งนัก เมื่อหลุบตาลง หางตาช่างเรียวยาว คลับคล้ายรสชาติชั่วร้ายอำมหิตและเหี้ยมหาญ
สาวใช้เห็นเขาเข้า ก็อดไม่ได้ที่แก้มจะแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย
อย่างไรเสียก็คือคุณชายใหญ่ในจวน สาวใช้ในจวนนี้ล้วนมีทางจะได้เป็นสาวใช้บนเตียงให้แก่เขาในภายภาคหน้า
“เดิมทีมิอยากรบกวนการหลับนอนของชิงอิน แวะมาเห็นสักคราก็จะไป ใครจะคาดคิดว่ายังทำให้ชิงอินต้องตื่นตระหนก” เฮ่อซงหนิงเพียงคำไม่กี่คำ ก็พาเอาพฤติกรรมปีนหน้าต่างยามวิกาลของตนผ่านพ้นไปได้
สาวใช้ได้ฟังแล้วยังรู้สึกซาบซึ้งใจ
อย่างไรเสียก็เป็นพี่น้องท้องเดียวกัน คุณชายใหญ่ย่อมรักใคร่คุณหนู
“ข้าน้อยไปชงน้ำชามาถวายคุณชายนะเจ้าคะ” สาวใช้รีบกล่าว
“ไม่จำเป็น” เฮ่อซงหนิงว่า
เดิมทีมีบางเรื่องจะกล่าว ทว่าบัดนี้ต่อหน้าสาวใช้ก็ไม่สมควรแล้ว
เฮ่อซงหนิงหันไปมองเซวี่ยชิงอิน
แววตาของเขาค่อนข้างลึกล้ำ ราวกับจะมืดมิดยิ่งกว่าราตรีนั้น จ้องมองเซวี่ยชิงอิน ทำให้นางรู้สึกค่อนข้างน่ากลัว
อย่างไรก็ตามเฮ่อซงหนิงก็เผยรอยยิ้มออกมาโดยพลัน เขาโน้มตัวลงเพื่อดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้เซวี่ยชิงอิน ยังได้ตบไหล่นางเบา ๆ: “เจ้าหลับเถิด พรุ่งนี้ข้าจะมารับเจ้าออกนอกจวน”
ออกนอกจวน?
ออกจวนอะไร?
โอ้ คลับคล้ายจะมีเนื้อเรื่องช่วงนี้อยู่บ้างเลือนราง
เฮ่อซงหนิงกลับมาจากข้างนอก จะพาเซวี่ยชิงอินไปร่วมงานชุมนุมกวีที่อ๋องเว่ยจัดขึ้น
กลับมาก็จะถามเซวี่ยชิงอินว่า แต่งงานกับอ๋องเว่ยดีหรือไม่
อ๋องเว่ยมีถึงสิบแปดภรรยาแล้ว
ใครจะอยากแต่งด้วยขอเถิด!
สีหน้าของเซวี่ยชิงอินดูอ่อนเปลี้ยเพลียใจไร้ความสนใจยิ่ง
เฮ่อซงหนิงอดไม่ได้ที่จะหรี่ตาลง กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า: “ข้ารับเจ้าออกนอกจวนไปเที่ยวเล่น ไม่ดีใจหรือ?”
แววตาของเขาเผยให้เห็นแววระแวงสงสัยอยู่บ้าง
ช่างระแวงเสียจริง
เริ่มระแวงว่านางมีจุดใดไม่ชอบมาพากลหรือไม่เช่นนี้แล้ว
เซวี่ยชิงอินเม้มปากเล็กน้อย เอื้อนคำหนึ่งว่า: “เหนื่อย”
สีหน้าของเฮ่อซงหนิงผ่อนคลายลงบ้าง
ดูท่าคราวนี้จะประชวรหนักนักเป็นแน่
“เหนื่อยก็พักผ่อนเสียแต่เนิ่น ๆ เถิด”
“อืม” เซวี่ยชิงอินคิดครุ่น ไต่ถามด้วยท่าทางเสแสร้งว่า: “เมื่อครู่ข้า... ตกลงไปถูกเจ้าหรือไม่? หลายวันนี้ข้ามักฝันร้าย ชั่วขณะหนึ่งกลับมิอาจแยกแยะความจริงกับความฝันได้”
เฮ่อซงหนิงห่วงใยดั่งพี่ชาย: “ฝันร้ายหรือ?”
เซวี่ยชิงอินคว้าชายเสื้อเขาแน่น แล้วซุกกายกับหน้าอกของเขา สะอื้นไห้ร่ำห่ม
“ข้าฝันว่าเจ้าสมรสกับอนุภรรยาแปดคน จากนั้นก็ไม่รักข้าอีกต่อไป”
เฮ่อซงหนิง: “...” อันที่จริงก็ไม่เคยรักเจ้าเลยสักนิด
“ข้ายังฝันว่า เจ้าออกไปนำทัพสู้รบ พลันสิ้นชีพอยู่ข้างนอก ถูกธนูมากมายเสียบทรวง ปักบนร่างของเจ้า ดูคล้ายเม่นทีเดียว ทำเอาข้าตกใจแทบตาย”
“...” คำพูดนี้ฟังอย่างไร ก็ล้วนค่อนข้างไม่ชอบมาพากล
“ข้ายังฝันว่า หลังจากเจ้าสิ้น เจ้าอนุภรรยาทั้งแปดคนของเจ้าก็ต่างแต่งงานใหม่กันหมดแล้ว ฮือ ๆ สุดท้ายเหลือเพียงข้าผู้เดียวที่จดจำเจ้าได้...”
“...” ฝันว่าเขาสิ้นแล้วยังจะสวมเขาให้อีกหรือ? เส้นเลือดบนขมับของเฮ่อซงหนิงอดไม่ได้ที่จะเต้นปุด ๆ
“ข้ายังฝันว่า...”
“พอแล้ว” เฮ่อซงหนิงยกมือขึ้นปิดปากนางอย่างแรง อย่าฝันอะไรอีกเลย
เขากระตุกมุมปาก แสร้งเผยรอยยิ้มอีกครั้ง: “วันนี้ได้พบข้าแล้ว เจ้าคงไม่ฝันร้ายอีก อย่าได้คิดฟุ้งซ่าน เรื่องสำคัญในชีวิตของเจ้ายังมิได้กำหนดลงเลย ตัวข้าจะสมรสไปได้อย่างไร?”
“โอ้” เซวี่ยชิงอินตอบรับเสียงเบา แล้วนอนลงอีกครั้ง
เฮ่อซงหนิงถอนหายใจอย่างโล่งอก
เซวี่ยชิงอินยิ่งยากจะรับมือขึ้นทุกที
เขาปกปิดแววรังเกียจในดวงตา แล้วหมุนกายจากไปอย่างสง่างาม
สาวใช้ยังทอดถอนใจ: “ข้าน้อยว่าแล้วว่าเหตุใดหลายวันนี้คุณหนูจึงดูเหม่อลอย ที่แท้ก็เพราะฝันว่าคุณชายใหญ่สิ้นไป นี่ช่างน่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้ว...”
เซวี่ยชิงอินมองนาง
ช่างเป็นสาวใช้น้อยที่ซื่อบริสุทธิ์ยิ่งนัก
อย่าหลงรักเฮ่อซงหนิงเจ้าหัวใจดำอีกเลย
ทางฟากโน้นเฮ่อซงหนิงเดินจากไปไกลแล้ว กลับมิได้รีบกลับไปพักผ่อนในเรือน ทว่าอ้อมทางไปเยี่ยมเซวี่ยชิงเหออีกครั้ง
ในห้องของเซวี่ยชิงเหอจุดตะเกียงริบหรี่ไว้ดวงหนึ่ง คาดว่าคงทราบว่าฮ่อซงหนิงจะมา
สาวใช้ที่เฝ้าอยู่หน้าประตูกำลังสัปหงก พอเห็นฮ่อซงหนิงเข้ามาก็พลันดีใจมิรู้หาย
“คุณชายใหญ่?”
สาวใช้ก็ไม่รู้ว่าเหตุใดคุณชายใหญ่ผู้เป็นบุตรภรรยาเอก จึงดีกับคุณหนูรองยิ่งกว่าดีกับน้องสาวแท้ ๆ ของตน
แต่เพราะฮูหยินเอกกดขี่ ก็เพราะมีคุณชายใหญ่นี่เอง ชีวิตของพวกนางจึงดีขึ้น
สาวใช้รีบพาคนเข้าไป ยังได้ชงน้ำชามาให้อีก
เซวี่ยชิงเหอนั่งพิงกายอ่านตำราอยู่ใต้แสงตะเกียง เห็นเขาเข้ามา ก็มิได้วางตำราลง
ยังคงเป็นฮ่อซงหนิงที่เดินเข้าไปใกล้แล้วชักตำราออกไป: “แสงเทียนสลัว รักษาดวงตาเสียบ้างเถิด”
เซวี่ยชิงเหอเงยหน้าขึ้น กัดริมฝีปาก แล้วไม่พูดอะไร
เซวี่ยชิงเหอก็เป็นสตรีงดงามผู้หนึ่งเช่นกัน
กระทั่งภายนอกยังดูบอบบางกว่าเซวี่ยชิงอินสามส่วน
นางไม่เหมือนเซวี่ยชิงอิน ยามได้รับความทุกข์ใด ๆ ล้วนไม่เคยปริปากเอื้อนเอ่ย
กลับยิ่งทำให้รู้สึกสงสารเวทนายิ่งนัก
เฮ่อซงหนิงงอนิ้วหยิบสิ่งหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ ยื่นให้: “ของกำนัล”
เซวี่ยชิงเหอเอ่ยถาม: “มิใช่ให้ท่านพี่หมดแล้วหรือ?”
“สิ่งนี้หลงเหลือไว้ให้เจ้าผู้เดียว”
เซวี่ยชิงเหอมิได้รับไว้
เฮ่อซงหนิงเห็นดังนั้น กลับยิ่งอยากให้นาง
เขาโน้มตัวลงสวมปิ่นปักผมให้แก่เซวี่ยชิงเหอ
“ปิ่นที่ทำจากไฉ่เฝยซึ่งเป็นหยกนิลสีสัน ยามเจ้าตกแต่งตามปกติเรียบง่ายมิดชิด ก็ควรเพิ่มสีสันบ้าง”
สาวใช้ชะโงกหน้ามาจากนอกประตู: “ไฉ่เฝยหรือ? นั่น... ล้ำค่าสักเพียงใด!”
เซวี่ยชิงเหอมีสีหน้างุนงง
สาวใช้กลับเข้าใจสิ่งเหล่านี้ดีกว่านางมาก รีบกล่าวว่า: “วันก่อนท่านฮูหยินของขุนนางตรวจการสกุลหลินผู้นั้น บนศีรษะก็สวมใส่ไฉ่เฝย สิ่งที่พบเห็นทั่วไปคือหยกมีเฝยไม่มีชุ่ย มีชุ่ยไม่มีเฝย หากมีสองสีก็นับว่าหาได้ยากแล้ว สามสียิ่งเป็นสุดยอดประเสริฐ ปิ่นหยกนิลสามสีที่คุณชายใหญ่มอบให้คุณหนูนี่ต่างหาก”
กล่าวจบสาวใช้ก็หัวเราะออกมา
คุณหนูใหญ่เป็นน้องสาวร่วมสายเลือดแล้วอย่างไร? ท้ายที่สุดก็ยังมิสู้คุณหนูสายรองของพวกนางที่น่าเอ็นดู!
เซวี่ยชิงเหอกลับเอ่ยขึ้นมาทันที: “ชายเสื้อของท่านพี่ใหญ่เลอะได้อย่างไร?”
เฮ่อซงหนิงก้มลงมอง
ด้านบนล้วนเป็นรอยน้ำตาที่เซวี่ยชิงอินทิ้งไว้
“ไม่มีอะไร” ฮ่อซงหนิงกล่าวอย่างเมินเฉย มิได้อยากเอ่ยถึงเซวี่ยชิงอินแม้แต่น้อย
แววตาของเซวี่ยชิงเหอเป็นประกายวูบไหว ทว่าพลันกลับหม่นแสงลงไป