เจียวกู่

บุปผางามในอ้อมกอด

10 นาที· 2.2K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

หน้าโต๊ะยาวมีหญิงงามนั่งอยู่

อายุสิบหกสิบเจ็ดปี สวมอาภรณ์สีบัวอ่อน พาดแพรคล้องไหล่แพรทองอย่างไม่ใส่ใจ หูกระต่ายสีชาดห้อยลงมาจากไรผม ผิวพรรณดั่งหิมะ ใบหน้าดั่งบุปผา

นางนั่งเหม่อลอยอยู่ตรงนั้นมาเต็มสองก้านธูปแล้ว

สาวใช้ถึงขั้นแอบเป็นห่วง กำผ้าเช็ดหน้าแน่น เอ่ยเรียกอย่างระวัง “คุณหนูใหญ่ ตรงไหนปวดอีกหรือไม่เจ้าคะ”

คำนี้ปลุกเซวี่ยชิงอินจากภวังค์โดยพลัน

“ข้า... ไม่เป็นไร” เซวี่ยชิงอินบีบเสียงออกมา

พูดพลางบีบเนื้อต้นขาตัวเองเบาๆ

ซ่า

เจ็บ

แสดงว่าไม่ใช่ความฝัน

ไม่ผิดเลย นางทะลุมิติมาจริงๆ

ให้ถูกคือทะลุเข้ามาในหนังสือ

เรื่องเป็นเช่นนี้—

ก่อนนอน เพื่อนร่วมงานแนะนำนิยายชื่อ ‘สนมเอกในหทัย’ ให้ ตัวละครชายเอกมีเพียงปณิธานใหญ่แห่งแผ่นดินอยู่ในใจ ทอดทิ้งตัวละครหญิงเอกครั้งแล้วครั้งเล่า นางอัดอั้นใจนัก อยากรู้ว่าเมื่อไรผู้แต่งถึงจะลงโทษชายเอก กลั้นใจอยู่เช่นนี้ก็ถึงยามอิ๋น (ตีสามครึ่ง)

แสงหน้าจอมือถือค่อยๆ ทิ่มแทงดวงตา

นางปรือตาลงด้วยความเหนื่อยล้า ลืมตาขึ้นอีกทีโลกเบื้องหน้าก็เปลี่ยนเป็นอีกใบโดยสิ้นเชิง

เซวี่ยชิงอิน

นี่คือตัวละครหญิงประกอบในหนังสือที่มีชื่อเดียวกับนาง

ตั้งแต่ในครรภ์มารดาก็มีพิษติดตัวมา หลังคลอดอ่อนแอหนักหนา สวมเสื้อผ้าหยาบสักนิดก็จะขึ้นผื่น โดนลมก็จะจับไข้... กล่าวโดยสรุปคือต้องทะนุถนอมเลี้ยงดูมา ตั้งแต่เล็กหัวอกคนทั้งบ้านจึงพุ่งเป้ามาที่นางผู้เดียว

ด้วยสาเหตุนี้ ของใดที่นางชอบ ล้วนยึดติดตายตัว ไม่ได้ครอบครองไม่มีทางยอม

อายุสิบสี่ปีนางหลงรักพี่บุญธรรมของตน ซึ่งก็คือตัวละครชายเอกแห่ง ‘สนมเอกในหทัย’ เฮ่อซงหนิง

นางไม่ยอมแต่งกับใครนอกจากเฮ่อซงหนิง จึงยื้อมาจนอายุป่านนี้ก็ไม่ยอมสู่ขอ ทว่าไม่รู้เลยว่าเฮ่อซงหนิงเอือมระอานางเต็มทน

เฮ่อซงหนิงเป็นโอรสนอกสมรสของฮ่องเต้ชราองค์ปัจจุบัน มารดาผู้ให้กำเนิดไม่มีหน้ามีตาในสังคม ฮ่องเต้แก่ก็ไร้ความคิดจะรับกลับไป จึงถูกเลี้ยงดูไว้ในสกุลเซวี่ยเช่นนี้ แทนที่บุตรชายคนโตของสกุลเซวี่ยผู้เสียชีวิตแต่เยาว์วัย ผู้คนเรียกขานว่า ‘เซวี่ยหนิง’

สำหรับคนนอกผู้ไม่รู้ความนัยแล้ว เขาคือพี่ชายแท้ๆ ของเซวี่ยชิงอิน

เซวี่ยชิงอินรู้ตัวว่าไม่มีทางเกลี้ยกล่อมบิดามารดาให้ฝ่าฝืนจริยธรรมสามัญ ให้สมปรารถนาอภิเษกกับคนในดวงใจได้... จึงเก็บกดจนเกิดโรค ล้มหมอนนอนเสื่อครั้งใหญ่

กระทั่งวันนี้ ร่างกายถึงได้ฟื้นดี

ไม่แปลกที่สาวใช้จะกังวล

“คุณหนูใหญ่ คุณหนูใหญ่!” เสียงสาวใช้อีกคนดังขึ้น

สาวใช้คนนั้นผลักประตูเข้ามาด้วยท่าทียินดี กล่าวว่า “คุณชายใหญ่กลับมาแล้วขอรับ นำของขวัญมาแจกจ่ายที่เรือนรับรอง ยังถามหาคุณหนูใหญ่ด้วย เหตุใดไม่เห็นคุณหนูใหญ่เลย”

คุณชายใหญ่ในปากสาวใช้ก็คือเฮ่อซงหนิง

เรื่องสับเปลี่ยนตัวในปีนั้นใต้เท้าเซวี่ยลงมือควบคุมเอง ทำได้แนบเนียนเป็นที่สุด แม้แต่ฮูหยินสกุลเซวี่ยเองก็ไม่รู้ว่าบุตรชายแท้ๆ ตายแล้ว เปลี่ยนตัวปลอมมา คนรับใช้ในจวนยิ่งไม่รู้

ที่เซวี่ยชิงอินได้ล่วงรู้ความจริง สืบเนื่องจากผู้แต่งเดิมจัดวางโครงเรื่องไว้ ให้นางบังเอิญได้ยินเข้า

ดังนั้นทั้งบนล่างในจวน ยังเข้าใจว่าผู้นี้คือพี่ชายแท้ๆ ของเซวี่ยชิงอิน

เดิมทีก็เป็นสายเลือดครรภ์มารดาเดียวกัน ยามปกติคุณหนูใหญ่โปรดปรานพี่ชายผู้นี้ยิ่งนัก

หากไปพูดคุยกับคุณชายใหญ่ด้านหน้า ความเจ็บปวดในร่างคุณหนูคงทุเลาลงกระมัง สาวใช้คิด

ทว่าขณะนี้เซวี่ยชิงอินซึ่งอยู่ตรงนี้กลับมุมปากกระตุก

... อัปมงคลเสียจริง

“คุณหนูใหญ่? คุณหนูใหญ่ไม่ดีใจหรือเจ้าคะ” สาวใช้ชะงักเท้าข้างกายนาง เอ่ยถามอย่างหวาดหวั่น

เซวี่ยชิงอินไม่พูด

นางก้มมองของในมือตน

นั่นคือถุงหอมใบหนึ่ง ด้านบนปักอักษร ‘หนิง’

หญิงงามที่ถูกเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมเช่นร่างเดิม ย่อมไม่ถนัดงานฝีมือสตรี แต่นางกลับพากเพียรเรียนจนทำถุงหอมเป็น

เกรงว่าเฮ่อซงหนิงจะไม่รู้ความเหนื่อยยากของนาง นางยังจุดตะเกียงอดหลับอดนอนทำถุงหอมให้เขา ไม่รู้ว่านิ้วมือถูกเข็มตำไปกี่ครั้ง

ฟังนิทานรักใคร่ชายหญิงไปหลายเล่ม ถึงขั้นเริ่มจินตนาการว่า พลางปักพลางกระอักเลือดลงไปสักคำ เช่นนี้ทั้งทุ่มเททั้งตรากตรำ ไม่ยิ่งทำให้คนในดวงใจสะเทือนใจหรือ

ทว่าเซวี่ยชิงอินในยามนี้ เมื่อนึกถึงพฤติกรรมต่างๆ ของร่างเดิม อดกลอกตาไม่ได้

มองถุงหอมนี่อีกครั้ง ยิ่งรู้สึกอัปมงคลหนักขึ้น

เซวี่ยชิงอินคลำเจอกรรไกรในกล่องข้างตัว ฉับๆๆ รูดตัดพู่ห้อยด้านล่างถุงหอมก่อน

สาวใช้เห็นเหตุการณ์แทบตกใจแทบคลั่ง

“คุณหนูกำลังทำอะไรเจ้าคะ”

“คุณหนูเป็นอะไรไป เร็ว เร็วเข้า ไปเชิญฮูหยินมา”

เซวี่ยชิงอินหยุดมือ

แค่ตัดถุงหอมใบหนึ่ง... ถึงกับต้องออกอาการลือลั่นกระฉ่อนถึงเพียงนี้เชียวหรือ

ช่างเถิด

อย่างไรเสียก็เป็นของที่ร่างเดิมสิ้นเปลืองแรงใจไม่รู้เท่าไรจึงทำออกมาได้

เซวี่ยชิงอินกะพริบตาปริบ

ดูสิ สายตาชั้นเลิศ 5.0 ของนางก็พลอยถูกทำร้ายไปด้วย

อดหลับอดนอนทำถุงหอม ทุกข์ทรมานเพียงใด!

เซวี่ยชิงอินใช้ความคิดถึงความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนอักษร ‘หนิง’ เป็นอักษรอื่น แล้วเอากลับมาใช้ใหม่มอบให้ผู้อื่น...

ใช้เวลาคิดเพียงประเดี๋ยวนี้ ฮูหยินเซวี่ยก็รุดมาถึงแล้ว

“อินอิน ลูกแม่อินอินเอ๋ย แน่นหน้าอกขึ้นมาอีกหรือ” ฮูหยินเซวี่ยกระโปรงชายกระโปรงหนึ่ง ก้าวสองสามย่างก็มาถึงตรงหน้าเซวี่ยชิงอิน

เซวี่ยชิงอินซ่อนถุงหอม ก้มหน้าซุกเข้ากอดฮูหยินเซวี่ย น้ำเสียงกังวานในลำคอกล่าวว่า “ยามบ่ายหลับตื่นมาไม่เห็นท่านแม่ ก็คิดถึงขึ้นมานิดหน่อย”

ฮูหยินเซวี่ยอดยิ้มไม่ได้ ลูบไล้ปอยผมนางพลางกล่าว “ก็แค่ให้คนไปตามมาก็พอ เหตุใดเจ้ายังมานั่งอัดอั้นใจอยู่ที่นี่ตามลำพังเล่า”

เซวี่ยชิงอินไม่เอ่ยวาจา ขอบตาแดงเรื่อเล็กน้อย

นางมีบิดามารดา เพียงแต่บิดามารดาของนางรักน้องชายยิ่งกว่ารักนาง

เทียบกันแล้ว ฮูหยินเซวี่ยผู้เอ็นดูลูกสาวถึงแก่นถึงไขเช่นนี้ ถึงขั้นหลงจนไม่แยกแยะผิดถูก กลับเป็นมารดาที่นางอยากได้แต่ไม่อาจได้

น่าเสียดายที่ร่างเดิมช่างเห็นแก่ตัวเพียงใด เมื่อรู้ว่าพี่ชายแท้ๆ ตายไปนานแล้ว เฮ่อซงหนิงเป็นพี่ชายปลอม กลับคิดเพียงจะแต่งงานกับเฮ่อซงหนิงอย่างไร มิเคยคิดจะบอกเรื่องนี้ให้มารดารับรู้

ต้องรู้ว่าฮูหยินเซวี่ยปฏิบัติต่อเฮ่อซงหนิงประดุจบุตรแท้ๆ ทว่าเฮ่อซงหนิงกลับชิงชังทั้งคนทั้งบ้าน ชิงชังฮูหยินเซวี่ยยิ่งนัก

“พี่ชายเจ้ากลับมาแล้ว นำของขวัญมาให้เจ้าไม่น้อย” ฮูหยินเซวี่ยเช็ดหน้าให้เซวี่ยชิงอิน ประคองนางลุกขึ้น “ไปดูหรือไม่”

เซวี่ยชิงอินนิ่งเสียงในคอตอบ “ไม่ไป ข้านอน”

“ดี ดี ดี เจ้านอน ข้าไปรับของขวัญให้เจ้าแทนดีหรือไม่” ฮูหยินเซวี่ยปลอบโยนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอยู่หลายคำ รอให้เซวี่ยชิงอินนอนลง แล้วห่มผ้าให้นางด้วยตัวเองถึงได้จากไป

ทางนี้ฮูหยินเซวี่ยมาถึงเรือนรับรอง พอผลักประตูเข้าไป ก็ได้ยินเสียงหนึ่งทุ้มต่ำว่า “รอให้พี่สาวเลือกก่อนแล้วข้าค่อยเลือกดีกว่า”

ฮูหยินเซวี่ยอดขมวดคิ้วไม่ได้

ผู้พูดนี้คือคุณหนูลำดับรองจากสกุลเซวี่ย นามว่าเซวี่ยชิงเหอ อายุน้อยกว่าเซวี่ยชิงอินไม่กี่เดือน

ฮูหยินเซวี่ยเอ่ยเสียงเย็น “ไหนเลยจะเป็นของที่ซงหนิงนำกลับมา ถึงตาเจ้าเลือกได้”

ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ในเรือน สวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินกรมท่า ดั่งต้นสนแข็งแกร่ง

เขาได้ยินเสียงก็หันกลับมา ขมวดคิ้วกล่าว “ท่านแม่ เหตุใดจึงพูดเช่นนั้น”

ฮูหยินเซวี่ยถอนใจ เชือดตาเขาแวบหนึ่ง

ส่วนชายหนุ่มก็คือเฮ่อซงหนิง

เขามองด้านหลังฮูหยินเซวี่ย ว่างเปล่า ในแววตาอดเผยความประหลาดใจไม่ได้ “ชิงอินล่ะ”

“เจ้ายังจำน้องสาวแท้ๆ ได้หรือ” ฮูหยินเซวี่ยแสร้งโกรธ “ร่างไม่สบาย นอนพักบนเตียงอยู่ ถ้ารู้ว่าเจ้ากลับมา ป่านนี้ดีใจจนรีบออกมาต้อนรับเจ้าเป็นแน่”

เฮ่อซงหนิงไม่รับคำ

ประหลาดอยู่บ้าง เขาคิดในใจ

ด้วยนิสัยของเซวี่ยชิงอิน ต่อให้ไข้ขึ้นสูง ก็จะลากร่างป่วยมาพบเขาอยู่ดี ถึงจะได้แสดงความอ่อนแอออดอ้อนขอความสงสารต่อหน้าเขาได้น่ะสิ

ฮูหยินเซวี่ยเห็นเขาไม่พูด ก็ตัดสินใจสั่งบ่าวไพร่ “ยกของขวัญทั้งหมดไปไว้เรือนคุณหนูใหญ่เถิด”

เฮ่อซงหนิง “ท่านแม่...”

“เรือนข้ากับบิดาเจ้าเมื่อไรเคยขาดของดีเล่า ให้เอาไปให้น้องสาวเจ้า ก็ทำให้นางยินดีได้บ้าง”

เฮ่อซงหนิงอยากถาม แล้วชิงเหอล่ะ

แต่คำพูดมาถึงปากเขากล้ำกลืนลงไป

ให้เซวี่ยชิงอินทั้งหมดก็ไม่เป็นไร... ยิ่งช่วยให้เขาพ้นความลำบากในการโน้มน้าวเซวี่ยชิงอินให้แต่งกับอ๋องเว่ย

ด้านนี้เซวี่ยชิงอินอิงแอบอยู่บนตั่งอัครมเหสี พลิกตัวอย่างเกียจคร้าน อ้าปาก “ป้อนเข้าปากข้าที”

สาวใช้รับป้อนของว่างเนื้อนุ่มละมุนถึงริมฝีปากนาง

“คุณหนูบอกจะนอนไม่ใช่หรือเจ้าคะ” สาวใช้ถาม

“อืม กินอิ่มแล้วถึงจะนอนดี” เซวี่ยชิงอินกล่าว

สาวใช้คิดดู ก็หาคำโต้แย้งไม่ออก

พอถึงยามค่ำ

ฮูหยินเซวี่ยมาครั้งหนึ่ง ถาม “ดูของขวัญแล้วหรือยัง ชอบหรือไม่”

เซวี่ยชิงอินลุกนั่ง “ของขวัญอะไร”

ฮูหยินเซวี่ยร้องไห้ไม่ได้หัวเราะไม่ออก “อะไรนะ ยังไม่รื้อดูเลยหรือ”

เซวี่ยชิงอินส่ายหน้า

ฮูหยินเซวี่ยเก็บรอยยิ้ม ไม่พอใจกล่าว “อาหนิงช่างไม่รู้ผิดชอบจริงๆ ชิงเหอเพียงแค่บุตรอนุ กลับเอาแต่ห่วงใยนางตลอดวัน หรือลืมไปแล้วว่าที่เจ้ามีพิษตั้งแต่ในครรภ์นั้น แท้จริงเพราะแม่อายุสั้นของเซวี่ยชิงเหอใส่ยาในน้ำซุปของข้าน่ะ”

เซวี่ยชิงอินกำลังจะพูดอะไรบ้าง

ฮูหยินเซวี่ยรีบกล่าวต่อ “แต่พี่ชายเจ้าก็ยังรักเจ้าอยู่ดี ได้ยินว่าเจ้าป่วยคราหนึ่ง ก็สั่งคนให้เอาของขวัญทั้งหมดมาให้เจ้า”

หากเป็นร่างเดิมได้ฟัง ต้องดีใจตายเป็นแน่

ทว่าเซวี่ยชิงอินรู้ความจริงในนี้ดีเกินไป

ฮูหยินเซวี่ยปรารถนาให้พี่น้องรักใคร่กลมเกลียว กลับไม่รู้ว่าเฮ่อซงหนิงชอบพอเซวี่ยชิงเหอมากกว่า แบบรักใคร่ชายหญิงนั่นแหละ

ใช่แล้ว เซวี่ยชิงเหอก็คือตัวละครหญิงเอกแห่งหนังสือเล่มนี้

ของขวัญพวกนี้ไม่ต้องคิด แน่นอนว่าเป็นฮูหยินเซวี่ยตัดสินใจส่งมา

เซวี่ยชิงอินพิงในอ้อมอกฮูหยินเซวี่ย เสียงเบาเอ่ย “ข้าเปลี่ยนพี่ชายได้หรือไม่”

ฮูหยินเซวี่ยสะดุ้งโหยง “เด็กคนนี้ พูดเพ้อเจ้ออะไร”

เซวี่ยชิงอินท่าทางเหี่ยวเฉา “เขาไม่ชอบข้าเลยสักนิด ตรงไหนเหมือนพี่ชายข้า ท่านแม่ ท่านอุ้มผิดคนมาหรือไม่”

ฮูหยินเซวี่ยตบศีรษะนาง “อายุจะแต่งงานอยู่แล้ว ยังพูดจาไร้เดียงสาเช่นนี้ ต่อไปห้ามพูดอีก ให้พี่ชายเจ้าได้ยิน มิยิ่งห่างเหินความรู้สึกพี่น้องหรือ”

เซวี่ยชิงอินเม้มปาก

นึกถึงโครงเรื่องเละเทะข้างหน้า นางรู้สึกประหนึ่งถูกดูดพลังชีวิตออกไปจนหมด อยากนอนเกลือกกลิ้งอยู่กับที่

“สักวันข้าจะไปเก็บลูกชายใหม่จากข้างนอกมาให้ท่าน เชื่อฟังท่านเป็นพิเศษ แถมรักข้าด้วย” เซวี่ยชิงอินว่า

ฮูหยินเซวี่ยหัวเราะ “พูดเพ้อเจ้อแล้วยังติดใจ เอาละ เจ้าพักผ่อนเถิด”

ฮูหยินเซวี่ยเหลือของว่างกับซุปที่เคี่ยวเองไว้ให้นาง

ไม่นานฟ้าก็มืดลง

เพื่อประกันคุณภาพการนอนหลับที่ดี เซวี่ยชิงอินให้สาวใช้ดับเทียน

มืดสนิท หลับง่าย

เซวี่ยชิงอินหลับตา เคลิ้มๆ อยู่ ก็ได้ยินเสียงหน้าต่างดัง “เอี๊ยด” ทีหนึ่ง ตามติดด้วยเงาร่างหนึ่งตกลงมาในห้อง

“ชิงอิน” เขาเรียกเบาๆ

เซวี่ยชิงอินสะดุ้งตื่นทันที เต็มท้องด้วยโทสะยามตื่นนอน

นางลุกนั่ง จ้องมองเงาร่างนั้น

ดีนัก เจ้าเด็กนี่!

ยามวิกาลปีนหน้าต่างเข้าห้องเด็กสาวหรือไร

ช่างไม่ใช่คนดีเอาซะเลย!

เซวี่ยชิงอินฉวยหมอนกระเบื้องปาเข้าให้ทันที

“เพล้ง”

หมอนกระเบื้องกระทบของแข็ง แล้วร่วงลง แตกกระจายเต็มพื้น

เงาร่างนั้นสั่นไหวชัดเจน

“คุณหนู เกิดเรื่องอะไรขึ้นเจ้าคะ” เสียงสาวใช้ตื่นตระหนกดังขึ้น

เทียนไขที่ด้านนอกรีบจุดขึ้น

ส่วนเงาร่างนั้นส่งเสียงครางในลำคอเฮือกหนึ่ง ไร้แก่ใจสนใจความเจ็บปวด รวดเร็วมาถึงข้างกายเซวี่ยชิงอิน ปิดปากนางไว้

เซวี่ยชิงอิน .

น่าเสียดายนัก ตรงมือไม่มีกระโถนตอนกลางคืน

ไม่งั้นปาอันนี้ดีกว่า

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com

ความคิดเห็น

0/1,000

ยังไม่มีความคิดเห็น

เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นในตอนนี้