หลิงชูตามลงไปในถ้ำติด ๆ กัน อุโมงค์ทั้งสายลาดเอียง พื้นเต็มไปด้วยทรายร่วนลื่น ดูแล้วถ้ำไม่ลึกนัก เพียงไม่กี่วินาที หลิงชูก็ไถลลงไปถึงก้นถ้ำ
พอเงยหน้าขึ้น เธอก็สบเข้ากับดวงตากะโหลกไฟผีสีเขียวเรืองรองของทีช
รอบด้านมืดมิดไร้แสง มองแวบแรกแล้วชวนขนลุกไม่น้อย
ทีชฉีกยิ้ม เผยฟัน ก่อนยื่นมือกระดูกออกมาหมายจะช่วยพยุงเธอลุกขึ้น หลิงชูโบกมือบอกว่าไม่เป็นไร แล้วให้มันนำหน้าไปสำรวจทาง พร้อมกับหยิบดาวทะเลเรืองแสงออกมาจากมิติแหวนหนึ่งดวงเพื่อใช้ส่องทาง
อุโมงค์สูงพอให้คนเดินตัวตรงได้พอดี พอมีแสงสว่าง หลิงชูก็พบร่องรอยการลากบนพื้นอีกครั้ง ใต้เท้าเป็นดินทราย ส่วนผนังรอบด้านและเพดานเต็มไปด้วยกิ่งไม้แห้ง ดูท่าที่ดินทรายไม่ถล่มลงมาก็คงเป็นเพราะกิ่งไม้แห้งเหล่านี้
อุโมงค์มีทางเดียว ไม่มีทางแยก รอบด้านเงียบสงัดเป็นพิเศษ ไม่มีเสียงใด ๆ ทั้งยังสะอาดสะอ้าน หลิงชูไม่พบสิ่งที่ดูคล้ายมูลสัตว์เลย
เธอเดินตามหลังน้องโครงกระดูกอย่างระมัดระวัง มุ่งลึกเข้าไปในอุโมงค์ต่อ
เดินไปได้ราวหนึ่งนาที จู่ ๆ ก็มีเสียงซู่ซ่าแผ่วเบาดังมาจากด้านหน้าของอุโมงค์ที่เงียบสงัด ฟังดูคล้ายเสียงลมพัดเสียดสีกับใบไม้ หรือไม่ก็เสียงแมลงบางชนิดกำลังกัดกินใบไม้
หลิงชูกับทีชต่างชะลอฝีเท้าลงพร้อมกัน และในตอนนั้นเองพวกเขาก็มาถึงสุดอุโมงค์
ดาวทะเลเรืองแสงส่องให้เห็นภาพตรงสุดอุโมงค์อย่างชัดเจน หลิงชูอดเบิกตากว้างกับภาพตรงหน้าไม่ได้
ปลายถ้ำเป็นผนังที่ประกอบขึ้นจากไม้แห้งและหนามผีทั้งแผง ศพของซานฝูเย่ถูกแขวนอยู่บนนั้น เท้าทั้งสองลอยพ้นพื้น ศีรษะห้อยลงมา เห็นชัดว่าตายสนิทแล้ว
กิ่งไม้แห้งเหล่านั้นพันรัดร่างของเขาไว้ หนามบนกิ่งไม้แทงทะลุเนื้อหนัง ราวกับปากยุง เสียงประหลาดที่เธอได้ยินก็มาจากหนามเหล่านี้
