ทุกคนต่างรู้ถึงความโหดร้ายของสงคราม
ในสนามรบ หากอยากมีชีวิตอยู่ ก็ต้องสู้สุดชีวิตเพื่อฆ่าศัตรู
แน่นอนว่าขวัญกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญมาก
เห็นได้ชัดว่าขวัญกำลังใจของกองทัพมั่วเทียนเซี่ยงตกต่ำ แตกพ่ายเป็นทัพที่ไร้ระเบียบ
ย้อนมามองทางฝั่งอู๋ไป๋ ทหารโล่เคลื่อนพลดันไปข้างหน้า ทหารหอกซ่อนตัวอยู่หลังทหารโล่แล้วแทงหอกผ่านช่องโล่ ทหารราบตามมาสังหารซ้ำ
รุกคืบไปทีละชั้น ทุกที่ที่ผ่านไป ศพเกลื่อนสนามรบ ไม่มีใครรอดชีวิตสักคน
“พวกเจ้าสองคนไปเถอะ!”
อู๋ไป๋มองไปที่เหลยมู่มู่และถังเป่าเอ๋อร์ที่อยู่ข้างกาย
เหลยมู่มู่ส่ายหน้า “ไม่ได้นะ พี่อู๋ไป๋มีบาดแผลนี่ พวกเราต้องปกป้องท่าน”
“วางใจเถอะ ข้ามีพลังปกป้องตัวเอง นี่เป็นโอกาสฝึกฝนที่ดีมาก ไปเถอะ”
ทั้งสองยังลังเล
อู๋ไป๋เห็นดังนั้นจึงพูดว่า “ไปเถอะ พวกเจ้าสองคนลงสนามรบ ทหารของเราก็จะรอดชีวิตเพิ่มขึ้นอีกไม่กี่คน”
สองสาวใจเต้นแรงตั้งแต่แรกแล้ว พวกนางไม่อยากพลาดโอกาสฝึกฝนเช่นนี้
“พี่อู๋ไป๋ ท่านแน่ใจนะ?”
อู๋ไป๋ยิ้มแล้วพยักหน้า
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราไปนะ”
ทั้งสองหมุนตัวพุ่งเข้าหาสนามรบ
อู๋ไป๋ยกมุมปากขึ้น มองไปยังมั่วเทียนเซี่ยงที่อยู่ไกล ๆ ซึ่งใกล้จะสิ้นใจ แล้วเดินโซเซเข้าไป
“มั่วเทียนเซี่ยง เจ้าแพ้แล้ว!”
อู๋ไป๋นั่งลงข้างมั่วเทียนเซี่ยง “ก่อนหน้านี้ข้าบอกว่าจะตีก่อนแล้วค่อยเจรจา ตอนนี้ตีเสร็จแล้ว มาคุยกันหน่อยเถิด”
อู๋ไป๋พูดจบก็ออกแรงดึงมั่วเทียนเซี่ยงขึ้นจากพื้น
“มั่วเทียนเซี่ยง ดูทหารของเจ้าสิ”
มั่วเทียนเซี่ยงเบือนหน้าด้วยความยากลำบาก เดิมทีสติเลอะเลือนไปแล้ว แต่พอเห็นทหารของตัวเองล้มลงราวกับต้นข้าวถูกเกี่ยว สติกลับคืนมาบ้าง
