“ผู้อาวุโสหลิน มีเรื่องร้ายต้องบอกท่าน”
เฉินเยวียนกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
สีหน้าอู๋ไป๋ชะงัก “เกิดอะไรขึ้น”
“ลู่หยวนซานถูกคนช่วยออกไปแล้ว”
“หา?” อู๋ไป๋ตกใจจนลุกพรวด แต่แผลถูกกระทบ เจ็บจนสูดลมหายใจเฮือก แต่ก็ไม่แยแส รีบถาม “ใครช่วยไป”
“ท่านอย่าเพิ่งร้อนใจ” เฉินเยวียนเห็นอู๋ไป๋เจ็บจนหน้าซีด รีบปลอบ “ยังไม่รู้แน่ชัด แต่ท่านวางใจ เขาหนีไม่พ้นหรอก”
“รีบเล่ามา เรื่องมันเป็นมายังไงกันแน่”
เฉินเยวียนเล่าเรื่องคร่าว ๆ ให้ฟัง
อู๋ไป๋ขมวดคิ้วแน่น “ท่านเคยบอกข้า ว่าตัดนิ้วลู่หยวนซานทั้งสิบนิ้ว ด้วยสภาพตอนนี้เขาไม่มีทางแหกคุกได้ ดูท่าเขายังมีพรรคพวก”
“ข้าก็คิดเหมือนผู้อาวุโสหลิน นึกไม่ถึงเลยว่าลู่หยวนซานจะมีเส้นสายดีถึงเพียงนี้ ถึงขั้นยังมีคนกล้าช่วยเขา” เฉินเยวียนพูดด้วยน้ำเสียงเครียด
อู๋ไป๋ส่ายหัว “บางทีอาจไม่ใช่เพราะเส้นสายดีของลู่หยวนซานก็ได้”
“แล้วเพราะอะไร”
“บางทีลู่หยวนซานอาจมีความลับสำคัญซ่อนอยู่ ที่มีเพียงเขาผู้เดียวเท่านั้นรู้ พวกพ้องถึงกล้าเสี่ยงมาช่วยเขา”
เฉินเยวียนตาเป็นประกาย “ใช่เลย ทำไมข้าถึงคิดไม่ถึง”
อู๋ไป๋กล่าวอย่างกังวล “นี่เป็นเพียงการคาดเดาของข้า ต้องหาตัวลู่หยวนซานให้เจอถึงจะรู้คำตอบ”
“วางใจ พวกเรากำลังค้นหาแบบปูพรม ต่อให้เขาหลบอยู่ในรูหนู ข้าก็จะลากตัวออกมาให้ได้”
เฉินเยวียนหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม “เดิมทีคืนนี้จะจัดการเขาให้จบเรื่อง ไม่นึกว่าจะเกิดเรื่องยุ่งยากนี่ขึ้นมา ท่านเจ้าตำหนักโกรธหนักมาก ด่าข้ากับฉางผิงเสียยับเยิน”
