หัวหน้าหลี่จ้องมองอู๋ไป๋ที่แต่งตัวซอมซ่อ พร้อมหัวเราะเย็นชาเอ่ยว่า “เจ้าก็แค่อยากได้เงินไม่ใช่รึ? ข้ากำลังทำเพื่อเจ้าดี ๆ นะ ดูดเลือดเพิ่มอีกหน่อย เผื่อคนตระกูลหลินจะสงสารเจ้า ให้เงินเพิ่มอีกนิด”
อู๋ไป๋มองเขาด้วยแววตาเรียบเฉย หัวเราะเย็นชาอย่างดูแคลน ก่อนหันหลังเดินออกไปข้างนอก
ขณะเดินผ่านเตียงผู้ป่วย เขาหยุดฝีเท้าลงเล็กน้อย สายตาจับจ้องอยู่ที่เด็กสาวบนเตียงครู่หนึ่ง
ที่ทวีปอู่จี๋ เขาไม่ได้เป็นเพียงจอมยุทธ์จักรพรรดิเท่านั้น วิชาแพทย์ หลอมโอสถ จัดวางค่ายกล ฮวงจุ้ยล้วนเชี่ยวชาญทุกแขนง
แม้บัดนี้จะไร้พลังปราณ แต่ประสบการณ์ยังอยู่ เพียงแค่มองปราดเดียวก็รู้ถึงต้นเหตุอาการป่วยของคุณหนูหลินผู้นี้
“ท่านพ่อ...”
เมื่อเห็นอู๋ไป๋ออกมา ถังถังก็วิ่งเข้ามาด้วยขาเล็ก ๆ
อู๋ไป๋ก้มตัวอุ้มนางขึ้น ทว่ากลับเซถลาเกือบล้ม
ร่างกายตอนนี้อ่อนแอนัก เพียงถูกดูดเลือดไปนิดหน่อยก็แทบจะทนไม่ไหว
“ท่านพ่อ ถังถังตัวหนักมากหรือไม่? วางถังถังลงเถอะ”
อู๋ไป๋กัดฟันประคองตัว อุ้มถังถังหมุนไปสองรอบ ยิ้มพลางว่า “ดูสิ ถังถังไม่หนักสักนิด”
ใบหน้าเล็ก ๆ ของถังถังเผยรอยยิ้มบริสุทธิ์ ท่านพ่อไม่เคยอ่อนโยนเช่นนี้มาก่อน
“คุณท่าน ขอบคุณท่านมากจริง ๆ”
สตรีวัยกลางคนผู้ยังคงความงามสง่าเดินเข้ามา กล่าวขอบคุณอู๋ไป๋ด้วยความจริงใจ
นางกับเด็กสาวบนเตียงมีเค้าหน้าคล้ายคลึงกันมาก คงเป็นแม่ลูกกันแน่นอน
“ไม่จำเป็นต้องเกรงใจ นี่เป็นสิ่งที่ข้าควรทำ”
อันที่จริง ล้วนเพราะความยากจนข้นแค้นบีบบังคับ... อู๋ไป๋บ่นในใจ
สตรีหยิบเช็คออกมา พลางกล่าวอย่างซาบซึ้ง “ท่านช่วยชีวิตบุตรสาวข้า นี่เป็นน้ำใจเล็กน้อย โปรดรับไว้เถิด”
อู๋ไป๋ไม่เสแสร้งหรือเกรงใจแม้แต่น้อย เพราะนี่คือสิ่งที่เขาควรได้
ทว่าขณะที่เขากำลังยื่นมือไปรับ หมอหลี่เดินออกจากห้องผู้ป่วยมาพอดี เข้าไปขวางสตรี พลางมองอู๋ไป๋ด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ หัวเราะเย็นชาว่า
“คุณนายหลิน ท่านไม่จำเป็นต้องขอบคุณเขาเลย เพราะเขาไม่ได้ดูดเลือดให้ครบปริมาณ”
สตรีชะงัก พลันร้อนใจถามว่า “เกิดอะไรขึ้น? เลือดไม่พอหรือ?”
อู๋ไป๋จ้องหมอหลี่ด้วยแววตาเย็นเยียบ น้ำเสียงเรียบเฉย “ข้าเคารพเทพสวมชุดขาว แต่กลับดูถูกเศษสวะที่สวมชุดขาวเช่นเจ้า ช่างทำให้วงการหมอต้องอับอาย”
หมอหลี่หรี่ตาลง “ไอ้เด็กบ้า เจ้ากล้าด่าข้าหรือ?”
“ถ้าเปลี่ยนสถานที่ ข้าจะไม่ด่า แต่จะตบเจ้า”
แววตาของอู๋ไป๋พลันคมกริบดุจดาบ
หมอหลี่ถึงกับถอยหลังด้วยความหวาดกลัว เขาไม่เคยเห็นแววตาน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้มาก่อน ทำให้เขาหนาวยะเยือกไปทั่วร่าง
อู๋ไป๋กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “คนปกติบริจาคโลหิตมากสุดไม่เกิน 400 ซีซี ข้าถูกดูดไป 600 ซีซีแล้วยังไม่พอ หรือต้องดูดจนข้าแห้งตายถึงจะพอใจ?”
“อีกอย่าง ต่อให้คราวนี้คุณหนูหลินฟื้นขึ้นมา อีกไม่นานก็จะหมดสติอีก แค่การถ่ายเลือด เป็นเพียงการรักษาที่ปลายเหตุ มิได้แก้ที่ต้นเหตุ”
คนตระกูลหลินมองอู๋ไป๋ด้วยสีหน้าไม่น่ามอง คำพูดนี้ฟังดูราวกับสาปแช่งคนในครอบครัว
หมอหลี่สบโอกาสพอดี เต็มไปด้วยความดูถูก “ไอ้บ้านนอก เจ้าพล่ามอะไรไร้สาระ? เจ้าเป็นหมอหรือข้าเป็นหมอ คุณหนูหลินแค่พลาดตกบันไดศีรษะกระแทก เสียเลือดมาก แค่ถ่ายเลือดก็ฟื้นแล้ว”
“เจ้าก็เป็นหมอ? อย่าทำให้สองคำว่าหมอต้องอับอายเลย ไสหัวไปเสีย หมอเถื่อน”
“เจ้า...” หมอหลี่โกรธจนหน้าดำหน้าเขียว
เขาหันไปหาชายวัยกลางคนในชุดสูทที่มีกลิ่นอายอำนาจ แล้วเอ่ยว่า “ท่านประธานหลิน ไอ้เด็กนี่หวังไม่ดีแน่ กำลังสาปแช่งคุณหนูหลิน ปล่อยไปไม่ได้เด็ดขาด ข้าว่าเงินแสนนั้นไม่ต้องให้มันเลย”
หลินเสียงหรงสีหน้าบึ้งตึงจ้องอู๋ไป๋ “เห็นแก่ที่บุตรสาวเจ้าอยู่ที่นี่ ข้าจะไว้หน้าเจ้า ไปเสีย อย่าให้ข้าเห็นเจ้าอีก”
อู๋ไป๋หัวเราะเย็นชา “ดูท่าพวกเจ้าอยากเบี้ยวไม่ให้เงินงั้นรึ?”
“เจ้าสาปแช่งคุณหนูหลิน ยังกล้าจะเอาเงินอีกหรือ? ที่ไม่หักขาเจ้าก็เพราะท่านประธานหลินใจกว้างแล้ว” หมอหลี่กล่าวด้วยสีหน้าเย้ยหยัน
อู๋ไป๋คิดจะระเบิดอารมณ์ แต่พอเห็นใบหน้าหวาดกลัวของถังถัง ในที่สุดก็ข่มใจระงับโทสะไว้
“พวกเจ้า ดีมาก!”
อู๋ไป๋หัวเราะเย็นชาครั้งหนึ่ง อุ้มถังถังเดินไปที่ปากลิฟต์
แต่ขณะกำลังจะก้าวเข้าลิฟต์ อู๋ไป๋กลับหยุดชะงัก หันกลับมามองหลินเสียงหรงและคนอื่น ๆ น้ำเสียงเรียบเฉย “คุณหนูหลินไม่ได้หมดสติเพราะพลาดตกบันได แต่จู่ ๆ ก็หมดสติแล้วจึงกลิ้งตกลงมาต่างหาก”
“หากข้าเดาไม่ผิด นางไม่ได้หมดสติเพียงครั้งเดียว คงหมดสติเป็นประจำ และจำนวนครั้งจะถี่ขึ้นเรื่อย ๆ หากหมดสติอีกไม่กี่หน คงไม่มีวันฟื้นอีก”
อู๋ไป๋กล่าวจบก็หัวเราะเย็นชาครั้งหนึ่งแล้วก้าวเข้าลิฟต์
“เฮอะ ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ อ้าปากก็พล่ามไร้สาระ ข้าว่าท่านประธานหลิน เขาสาปแช่งคุณหนูหลินเช่นนี้ ควรส่งคนไปหักขาเขา สั่งสอนเสียบ้าง”
หมอหลี่ยิ้มเหี้ยมยุแยง แต่พอพูดจบกลับพบว่าไม่มีใครสนใจเขา หันไปมอง เห็นสีหน้าของคนตระกูลหลินล้วนเต็มไปด้วยความตกตะลึง
หลินเสียงหรงพลันตื่นเต้นขึ้นมา ตะโกนลั่น “เร็ว เร็ว ไปเชิญหมอเทวดาท่านนั้นกลับมา เร็วเข้า...”
หลินฉิงบุตรชายคนโตของหลินเสียงหรงออกวิ่งไปที่ลิฟต์ทันที แต่ลิฟต์ลงไปแล้ว
“บันได ใช้บันได ต้องเชิญหมอเทวดากลับมาให้ได้ ถ้าเชิญกลับมาไม่ได้ เจ้าก็อย่ากลับมา...” หลินเสียงหรงตะเบ็งเสียง
หลินฉิงไม่กล้าชักช้า หันหลังวิ่งไปที่ทางออกบันได
หมอหลี่เต็มไปด้วยความงุนงง “ท่านประธานหลิน ท่านนี่มัน?”
หลินเสียงหรงมองเขา แววตาค่อนข้างตื่นเต้น กล่าวว่า “เขาพูดไม่ผิดสักคำ ตั้นจวงมีอาการวูบหมดสติกะทันหันมาตลอด ตอนเด็ก ๆ หลายปีจะเป็นสักครั้งหนึ่ง จากนั้นก็ค่อย ๆ ถี่ขึ้น บัดนี้เดือนหนึ่งก็จะเป็นครั้งหนึ่ง”
หลินตั้นจวงคือชื่อของคุณหนูหลิน
หมอหลี่ทำหน้าตาเหม่อลอย ราวกับคนสติหลุด
นานกว่าจะได้สติ กลับมาพึมพำ “ไอ้เด็กนั่นคงเดามั้ง? พวกเราตรวจร่างกายคุณหนูหลินอย่างละเอียด ไม่พบอะไรเลย”
หลินเสียงหรงส่งเสียงเหอะอย่างเย็นชา ขมวดคิ้วเอ่ย “ไม่ใช่แค่พวกเจ้า ข้าเสาะหาหมอชื่อดังทั่วหล้า หมอทั้งในและนอกประเทศก็ดูมาแล้ว แต่ก็ไม่พบอะไรเลย”
“คนเมื่อครู่ เพียงแค่เดินเข้าห้องผู้ป่วยมองตั้นจวงแวบเดียว ก็บอกอาการทั้งหมดของนางได้อย่างแม่นยำ ไม่ผิดเพี้ยนสักนิด นี่จะเป็นเรื่องเดาได้รึ? เขาเป็นหมอเทวดาผู้ชำนาญการ มีความสามารถอันยอดเยี่ยม”
หมอหลี่รู้สึกมึนงงไปหมด แต่ก็ยังไม่ยอมจำนนกล่าวว่า “ท่านประธานหลิน เดี๋ยวนี้พวกมิจฉาชีพมีมากมาย ท่านต้องระวังให้มาก ไอ้เด็กนั่นอาจได้ข้อมูลอาการของคุณหนูหลินมาจากช่องทางไหนก็ได้...”
“หุบปาก” หลินเสียงหรงจ้องหมอหลี่ด้วยแววตาเย็นเยียบ “เจ้าหมายความว่าอย่างไร? ไม่อยากให้บุตรสาวข้าหายป่วยรึ? อาการของตั้นจวงมีแต่คนในครอบครัวข้าเท่านั้นที่รู้ มันจะไปรู้มาจากไหนได้?”
หมอหลี่ตกใจตัวสั่น หลินเสียงหรงไม่ใช่คนที่เขาจะหาเรื่องได้ จึงรีบกล่าว “ท่านประธานหลิน ท่านอย่าเพิ่งโกรธ ข้าเพียงเกรงว่าท่านจะถูกหลอก”
หลินเสียงหรงหัวเราะเย็นชาครั้งหนึ่ง
หมอหลี่ไม่กล้าปริปากอีก แต่ในแววตาเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองและอาฆาต
จู่ ๆ สตรีก็หันไปตะคอกใส่หลินเสียงหรง “เป็นเพราะท่านทั้งนั้น วางมาดอะไรนักหนา ทำหมอเทวดาโกรธจนเดินจากไป ถ้าหากลับมาไม่ได้ ข้าไม่มีวันจบเรื่องกับท่าน”
หลินเสียงหรงพลันอ่อนเปลี้ย เพลียแรง พึมพำว่า “ข้าไม่รู้ว่าเขาเป็นผู้มีวิชาสูงส่งนี่นา ฉิงเอ๋อร์ไปเชิญแล้ว ท่านวางใจเถิด ไม่ว่าจะต้องจ่ายด้วยราคาใด ข้าจะเชิญเขามารักษาโรคของตั้นจวงให้ได้”