เช้าวันรุ่งขึ้น จูสงอิงก็มาถึง
ปีนี้เขามีอายุย่าง 8 ขวบ แต่ความจริงเพิ่งอายุ 7 ขวบเท่านั้น เกิดในราชวงศ์ ชีวิตในวังหลวงไร้ความปรานี เด็กไม่น้อยยังไม่ทันลืมตาดูก็เสียชีวิตเสียแล้ว
ทว่าจูสงอิงเฉลียวฉลาดมาตั้งแต่เกิด มีความคิดเป็นของตนเองตั้งนานแล้ว
จูสงอิงทั้งโชคดีและน่าเวทนา
โชคดีที่ยามนี้เขายังมีชีวิตอยู่ แม้จะถูกวางยาพิษแล้ว แต่ยังมีลูกพี่ลูกน้องที่ห่วงใยเขาและตั้งใจช่วยชีวิตเขาอยู่คนหนึ่ง
น่าเวทนาที่ในฐานะพระนัดดาของฮ่องเต้และพระโอรสของรัชทายาท ชีวิตของเขากลับไร้หลักประกันแม้แต่น้อย
ขบวนเสด็จจากตำหนักบูรพาเคลื่อนเข้าจวนกั๋วกงแห่งเฉาอย่างเอิกเกริก จูสงอิง พระราชนัดดาองค์โตวัย 8 ขวบ สวมชุดแพรลายมังกรกลม สวมหมวกปีกเล็ก ใบหน้าหมดจดงดงาม ราวกับตุ๊กตาที่แกะสลักจากหยก
เพียงแต่สีหน้าดูไม่ค่อยดีนัก ผิวเหลืองซีดผิดปกติ ยามเดินก็เชื่องช้า ฝีเท้าไร้เรี่ยวแรง เพิ่งเดินได้ไม่กี่ก้าวก็ไอเบา ๆ สองครั้ง แม่นมที่อยู่ข้างกายรีบเข้าไปตบหลังให้
หลี่จิ่งหลงนอนอยู่บนเตียง มองเขาเดินเข้ามาแต่ไกล หัวใจก็เจ็บปวดขึ้นมา
เขามีบิดามารดาที่รักและทะนุถนอม มีพี่น้องสองคนที่สนิทสนมราวกับเป็นพี่น้องร่วมอุทร ทั้งยังมีน้องสาวน่ารักสองคนที่เชื่อฟังเขาทุกอย่าง
ส่วนลูกพี่ลูกน้องตัวน้อยกลับต้องสูญเสียมารดาตั้งแต่อายุยังน้อย บิดาก็ไม่ใส่ใจเขา
ยิ่งจูสงอิงเข้าใกล้ หลี่จิ่งหลงก็ยิ่งตื่นตะลึง ใบหน้าเหลืองซีด เบ้าตาคล้ำ ริมฝีปากไร้สีเลือด แม้แต่ตาขาวก็ยังมีเส้นเลือดฝอยสีแดงจาง ๆ
เกิดในราชวงศ์แท้ ๆ ร่างกายกลับผอมบางกว่าเด็กวัยเดียวกันเสียอีก
นี่ไม่ใช่อาการ “ม้ามและกระเพาะอ่อนแอ” อย่างแน่นอน แต่เป็นอาการถูกพิษเรื้อรังอย่างชัดเจน ทั้งยังเป็นมาอย่างน้อยสองถึงสามเดือนแล้ว
พิษค่อย ๆ กัดกร่อนกระเพาะและลำไส้ บั่นทอนเลือดลม ปกติมองดูเหมือนเพียงร่างกายอ่อนแอเจ็บป่วยง่าย แต่เมื่อพิษสะสมถึงระดับหนึ่ง อวัยวะภายในก็จะเสื่อมทรุด ถึงตอนนั้นแม้แต่เซียนก็ช่วยไม่ไหว
ตรงกับที่เขาคาดเดาไว้ทุกประการ
“พี่จิ่งหลง” จูสงอิงเดินมาถึงข้างเตียง ขมวดคิ้วเล็ก ๆ มองเฝือกกับผ้าพันแผลบนขาของหลี่จิ่งหลง “เหตุใดท่านจึงบาดเจ็บถึงเพียงนี้ ได้ยินว่าท่านต้องการพบข้า ทั้งยังบอกว่าข้ามีอันตรายหรือ?”
เสียงของเขาแผ่วเบา เจือความเจ็บป่วย ฟังนุ่มนวลน่าเอ็นดู
หลี่จิ่งหลงโบกมือ บอกขันทีและนางกำนัลในห้องว่า “พวกเจ้าออกไปให้หมด เฝ้าอยู่หน้าประตู ข้ามีเรื่องจะพูดกับพระราชนัดดาองค์โตตามลำพัง”
ทุกคนมองหน้ากัน ไม่มีใครกล้าขยับ ความปลอดภัยของพระราชนัดดาองค์โตสำคัญยิ่ง พวกเขาจะกล้าจากไปตามใจได้อย่างไร
จูสงอิงยกมือเล็ก ๆ โบกให้ น้ำเสียงแม้แผ่วเบาแต่ยังคงไว้ซึ่งความสง่างามของพระราชนัดดา “พวกเจ้าออกไปเถิด ข้าจะพูดคุยกับพี่ชายตามลำพัง ไม่เกิดเรื่องหรอก”
แม่นมและเหล่าขันทีรับคำแล้วถอยออกไป ก่อนจะปิดประตูห้องอย่างแผ่วเบา ภายในห้องจึงเหลือเพียงพวกเขาสองคน
หลี่จิ่งหลงจึงเอ่ยขึ้น กดเสียงต่ำมาก “สงอิง ข้าขอถามเจ้า ช่วงนี้เจ้ารู้สึกท้องอืดอยู่เสมอ กินอะไรไม่ลงหรือไม่? ยามเช้าหลังตื่นนอนมักคลื่นไส้ กลางคืนนอนไม่สนิท ทั้งยังท้องเสียเป็นครั้งคราวด้วยหรือไม่?”
จูสงอิงเบิกตากว้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “ท่านรู้ได้อย่างไร? ข้าไม่เคยบอกผู้ใดเลย...พระมารดาบอกว่าม้ามและกระเพาะของข้าอ่อนแอ จึงให้หมอหลวงสั่งยาบำรุง ข้ากินมาหลายเดือนแล้ว แต่อาการไม่ดีขึ้น กลับยิ่งทรมานกว่าเดิม”
หลี่จิ่งหลงหัวเราะเย็นชาในใจ
ยาบำรุงหรือ? นั่นมันยาพรากชีวิตชัด ๆ
พระมารดาอะไรนั่น เป็นสตรีชั่วช้า ปีศาจร้ายที่ฆ่าคนได้โดยไม่กะพริบตา
สกุลหลวี่ก็นับว่าฉลาด ไม่ใช้ยาพิษร้ายแรง แต่เลือกใช้พิษเรื้อรัง ผสมลงในยาบำรุงและขนม สะสมวันแล้ววันเล่า ค่อย ๆ บั่นทอนชีวิตคนจนตาย
สุดท้ายต่อให้ตายไป ก็มีแต่คนกล่าวว่าเด็กเล็กเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ตรวจสอบอย่างไรก็ไม่พบร่องรอย
“สงอิง เจ้าเชื่อข้าหรือไม่?” หลี่จิ่งหลงมองเข้าไปในดวงตาของเขา แล้วถามอย่างจริงจัง
จูสงอิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า
พวกเขาเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เล็ก หลี่จิ่งหลงอายุมากกว่าเขา 6 ปี ทุกครั้งที่เข้าวังก็พาเขาไปเล่น มีของดีอะไรก็นึกถึงเขาเสมอ ไม่เคยหลอกเขาเลยสักครั้ง
ตอนเขาอายุ 3 ขวบ เพิ่งเริ่มจำความได้ มีครั้งหนึ่งสวมเสื้อผ้าน้อยเกินไปจนเป็นหวัด ไข้สูงไม่ยอมลด
ในวังหลวงกว้างใหญ่ กลับไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นอาการของเขา จนกระทั่งหลี่จิ่งหลง ลูกพี่ลูกน้องของเขามาหาเพื่อเล่นด้วย จึงพบความผิดปกติ
หลี่จิ่งหลงเสี่ยงอันตรายไปขอยาต้มจากสำนักหมอหลวงมาป้อนให้ ทั้งยังกอดเขาไว้ในอ้อมแขน ใช้สองมือประคองโยกไปมาตลอดทั้งคืน เพียงเพื่อให้เขาหลับสบายขึ้น
วันรุ่งขึ้น มีคนพบหลี่จิ่งหลงอยู่ในห้องของพระราชนัดดา จึงส่งตัวกลับจวนกั๋วกงแห่งเฉา พอกลับถึงบ้านก็ถูกบิดาจัดการยกใหญ่
ในใจของเขา พี่ชายคนนี้สนิทสนมยิ่งกว่าพี่น้องในวังเสียอีก
“เช่นนั้นข้าจะบอกเจ้า” หลี่จิ่งหลงพูดช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำ “มีคนวางยาพิษเจ้า คนผู้นั้นก็คือสกุลหลวี่ แม่เลี้ยงของเจ้า”
ใบหน้าของจูสงอิงพลันซีดเผือด เขาส่ายหน้าโดยไม่รู้ตัว “เป็นไปไม่ได้...พระมารดาดีกับข้ามาก อะไร ๆ ก็คิดถึงข้าก่อนเสมอ...”
“ที่นางดีกับเจ้า ก็เพราะเจ้าเป็นพระราชนัดดาองค์โตที่เกิดจากพระชายาเอก เป็นหน้าเป็นตาของรัชทายาท”
หลี่จิ่งหลงกล่าวขัด “แต่หากเจ้าตายไป จูอวิ่นเหวิน บุตรชายของนางก็จะกลายเป็นพระโอรสองค์โตของรัชทายาท เมื่อรัชทายาทขึ้นครองราชย์ในภายหน้า จูอวิ่นเหวินก็จะเป็นพระราชนัดดาองค์โต เจ้าคิดว่าผลประโยชน์นี้คุ้มค่าหรือไม่?”
จูสงอิงไม่พูดอะไร มือเล็ก ๆ กำชายเสื้อไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
แม้เขาจะเพิ่งอายุ 8 ขวบ แต่เกิดในราชวงศ์ เติบโตท่ามกลางเรื่องราวเหล่านี้ จะไม่รู้อะไรเลยได้อย่างไร
นับตั้งแต่ครั้งที่เขาไข้สูงแต่ไม่มีใครใส่ใจ เขาก็เรียนรู้ที่จะระมัดระวังตัวแล้ว
เขารู้เพียงว่า ตั้งแต่มารดาผู้ให้กำเนิดอย่างสกุลฉางจากไป ร่างกายของเขาก็อ่อนแอลงทุกวัน
ยาที่มารดาส่งมา ยิ่งกินก็ยิ่งทรมาน หมอหลวงทั้งหลายพูดอ้ำอึ้ง ไม่มีใครอธิบายได้ว่าเป็นเพราะเหตุใด
ใช่ว่าเขาไม่เคยสงสัย เพียงแต่ไม่กล้าคิดให้ลึกไปกว่านั้น และไม่มีใครกล้าบอกเรื่องเหล่านี้กับเขา
“หากเจ้าไม่เชื่อ...” หลี่จิ่งหลงยื่นมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบแผงยาอลูมิเนียมพลาสติกขนาดเล็กออกมา นี่เป็นสิ่งของสมัยใหม่เพียงชิ้นเดียวที่เขาพกติดกระเป๋ามาตอนข้ามกาลเวลา บนนั้นยังมียาเม็ดถ่านกัมมันต์สีดำเหลืออยู่หลายเม็ด และวิตามินรวมสีเหลืองอีกสองสามเม็ด
หลี่จิ่งหลงตรวจดูที่อื่นอีกครั้ง ในกระเป๋ายังมียาเหลืออีกไม่น้อย พอสำหรับสามสี่คน โชคดีที่เขาติดนิสัยเก็บยาไว้ ไม่เช่นนั้นคงต้องไปหาหมอยาในยุคนี้มาดูอาการ ส่วนหมอหลวงพวกนั้นล้วนไร้ประโยชน์
“นี่คือยาแปลกถิ่นที่ข้าได้มาโดยบังเอิญ ช่วยขจัดพิษที่สะสมในร่างกายเจ้าได้ วันนี้กินหนึ่งเม็ด ภายในสามวันเจ้าจะรู้สึกว่าท้องไม่อืดแล้ว ทั้งยังกินอาหารได้อร่อยขึ้น หากไม่ได้ผล ก็ถือว่าข้าพูดเหลวไหล เจ้ากลับวังไปแล้วไม่ต้องสนใจข้าอีก”
จูสงอิงมองสิ่งของรูปร่างประหลาดนั้น แล้วมองแววตาจริงจังของหลี่จิ่งหลง
เขาเม้มริมฝีปาก ก่อนยื่นมือไปรับแผงยา แกะเม็ดสีดำออกมาใส่ปาก แล้วดื่มชาที่วางอยู่ข้าง ๆ กลืนลงไปในรวดเดียว
“ข้าเชื่อท่าน”
สามคำสั้น ๆ แผ่วเบา ทว่าหนักแน่นยิ่งนัก
หลี่จิ่งหลงถอนหายใจโล่งอก ยังดีที่ลูกพี่ลูกน้องตัวน้อยเชื่อเขา
“อีกเรื่อง เรื่องนี้ห้ามบอกผู้ใดเด็ดขาด รวมถึงพระมารดาของเจ้าด้วย” หลี่จิ่งหลงกำชับ
“ในเดือนหน้า เจ้าอยู่ที่จวนของข้า กินยาแล้วพักฟื้นให้ดี ข้าจะช่วยขับพิษออกจากร่างกายให้หมด รอจนร่างกายเจ้าฟื้นตัวแล้ว พวกเราค่อย ๆ หาหลักฐาน จับตัวคนที่ทำร้ายเจ้าออกมา จากนั้นยังต้องหาทางให้บิดาของเจ้ารู้ความจริงด้วย”
จูสงอิงพยักหน้า ใบหน้าเล็กเผยความมุ่งมั่นที่ไม่สมกับวัย “ได้ ข้าจะทำตามที่พี่จิ่งหลงบอกทุกอย่าง”
แสงแดดส่องลอดช่องหน้าต่างเข้ามา ตกกระทบบนร่างของเด็กหนุ่มทั้งสอง ทอดเงาหนึ่งใหญ่หนึ่งเล็กลงบนพื้น
หลี่จิ่งหลงมองจูสงอิงที่อยู่ตรงหน้า
ประวัติศาสตร์ปีหงอู่ที่สิบห้า เริ่มเบี่ยงเบนไปจากเส้นทางเดิมอย่างสิ้นเชิงด้วยยาเม็ดนี้
จากนี้ไปก็ถึงคราวสกุลหลวี่ ต่อด้วยรัชทายาทจูเปียว แล้วก็อาสี่ที่อยู่ไกลถึงเป่ยผิง จูตี้
ฉายา “เจ้าทึ่ม” ของหลี่จิ่งหลง นับจากวันนี้ก็ควรพลิกหน้าประวัติศาสตร์ได้แล้ว
ราชวงศ์ต้าหมิงในแบบของเขา กำลังจะมาถึงในไม่ช้า
