รอบด้านนอกจากกรดซัลฟิวริกหย่อมนั้นแล้ว ก็ไม่มีร่องรอยของกับดักอะไรอีก บวกกับจางฉี่หลิงน้อยและเซี่ยหวยอันต่างยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างสงบ พวกเขาหลายคนจึงไม่ได้ระวังตัวมากนัก
วินาทีต่อมา จางไห่ซิ่งเหยียบพลาด แต่ก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว มือเดียวคว้าจางไห่เค่อไว้ แล้วใช้แรงพลิกตัวขึ้นไป
จางไห่เค่อดึงตัวเธอกลับมาบังไว้ด้านหลัง ใบหน้าฉายแววอกสั่นขวัญแขวนเมื่อมองดูหลุมยักษ์ที่จู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นบนพื้น ใต้หลุมมีมีดแหลมปักเรียงรายจนมองแล้วขนหัวลุกวาบ
ยังไม่ทันพูดอะไรต่อ กับดักก็ทำงานต่อเนื่องเป็นตับ ทั้งธนูสับสน ลูกกรงเหล็ก เกิดอลหม่านไปหมด
แม้จะมีลูกธนูหลายดอกยิงตรงมายังเซี่ยหวยอันและพวก จางฉี่หลิงน้อยจะก้าวถอยหลัง แต่เซี่ยหวยอันกลับคว้าตัวกดไว้กับที่ “เด็กน้อย สถานการณ์อันตรายอยู่วิ่งวุ่นไป”
จางฉี่หลิงน้อย: .....
สิ่งที่ทำให้เด็กหนุ่มประหลาดใจคือลูกธนูที่ยิงมาใส่พวกเขา ไม่ว่าจะเพราะระยะยิงไม่ถึงจึงตกลงตรงหน้า หรือเพราะมันปะทะกับอาวุธลับของกับดักอีกตัวจนหักล้างกันไป
เซี่ยหวยอันยืนนิ่งอยู่กับที่ด้วยสีหน้าสงบ สีหน้าราวกับบอกว่าตนคาดการณ์เอาไว้แต่แรกแล้ว
ในใจอดยิ้มเผลอไม่ได้ เจ๋งไหมล่ะ สุดยอดใช่ไหม?! ห้องหินหลักนี่เขาตายมาแล้วกว่า 80 ครั้ง!
พูดได้เลยว่ากระทั่งรังมดที่นี่เขาก็รู้จักเป็นอย่างดี
สัมผัสได้ถึงสายตาของจางฉี่หลิงน้อย เซี่ยหวยอันหันไปมอง “ฝึกให้มาก ๆ เธอก็ทำได้เหมือนกัน”
เด็กน้อยละสายตากลับมา มองดูภาพวุ่นวายอลหม่านตรงหน้าต่อไป เป็นเพราะเขายังฝึกไม่หนักพอ
เซี่ยหวยอันเห็นเด็กจอมซ่าพวกนั้นได้บทเรียนแล้ว ในใจคิดว่ากับดักด้านหลังต้องคอยเตือนพวกเขาสักหน่อยแล้ว ไม่งั้นถ้าเกิดบาดเจ็บขึ้นมาจริง ๆ ครั้นต้องไปที่ตระกูลจางเก่า ก็มีแต่จะถ่วงเท้าน้องจ่าง
“ไอ้คนชื่อจางจิ่วรื่อน่ะ ทิศสามนาฬิกา”
เสียงของเด็กหนุ่มใสกังวาน น้ำเสียงแผ่วแฝงความไม่ใส่ใจเล็กน้อย ราวกับดูดูละครเรื่องนี้มานานแล้ว
จางไห่เค่อเหมือนรู้ตัวน้อย ๆ หันไปทางเขา เซี่ยหวยอันเลิกคิ้วให้ “ยังจะมองอีก หลบหัว!”
จางไห่เค่อทำตามโดยไม่รู้ตัว ลูกธนูเฉียดใบหู เขาตกใจจนเหงื่อเย็นซึม
“สาวน้อยถือมีด อย่าไปเดินแถวนั้นมั่วซั่ว” เซี่ยหวยอันเพิ่งหันไปก็เห็นการกระทำของจางไห่ซิ่งแล้วมืดหน้าตาลาย ตายแล้ว! ตำแหน่งนั้นแหย่ไม่ได้นะ!
แต่ตอนพูดประโยคนี้ก็สายเกินไปแล้ว จางไห่ซิ่งพลิกตัวหลบไปเหยียบกับดักเข้าพอดี
จางไห่ซิ่ง: .....
เซี่ยหวยอัน: .......
โลกเงียบสงัด
เซี่ยหวยอันกระแอมเบา ๆ มองพวกเขาด้วยสายตาเวทนา จางไห่เค่อรู้สึกลางสังหรณ์ไม่ดีวูบวาบขึ้นมาในใจ
แล้วก็เห็นเด็กหนุ่มคว้าตัวเทพตกกระทะตัวน้อยไว้ แล้วลากไปอยู่ข้างโลงหลัก
จางเนี่ยนรู้สึกว่ากับดักรอบด้านพลันหายไป แต่กลับงุนงงเล็กน้อยเมื่อเห็นการกระทำของเด็กหนุ่ม ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำเหมือนเจอศึกหนัก
“เด็กน้อย เธอเป็นโรคกลัวกลุ่มรูไหม” เซี่ยหวยอันคล่องแคล่วฉีกแถบผ้าออกจากชายเสื้อ ใช้ปิดตาตัวเอง
นี่คือบทเรียนที่สั่งสมมา
จางฉี่หลิงน้อยอึ้งเล็กน้อยกับการกระทำของเขา ชั่วพริบตาถัดมา เสียงชนิดหนึ่งที่ทำให้หนังศีรษะชาดังขึ้น
“กริกกริก--กริกกริก--”
เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมอง สีหน้าพลันเปลี่ยนไป ไม่รู้เมื่อไหร่ที่ของเหลวสีดำบนพื้นเคลื่อนเข้าใกล้พวกเขาอย่างรวดเร็ว ไม่สิ นั่นไม่ใช่ของเหลวสีดำ!
นั่นคือธารแมลง!
เซี่ยหวยอันปิดตาตัวเองจนสนิท ไม่นะ จะทำให้เด็กตกใจจนเสียสติไปแล้วกระมัง
ตอนเขาเห็นแมลงพวกนี้ครั้งแรกก็เกือบคลั่งด้วยความกลัวเหมือนกัน
เซี่ยหวยอันไม่ว่าจะฟื้นคืนชีพกี่ครั้ง ก็อดไม่ได้ที่จะขนลุกและสะอิดสะเอียนทุกครั้งที่เห็นแมลงพวกนี้ ทุกครั้งที่เขาหลับตากลับไร้ความรู้สึกปลอดภัย อดไม่ได้ที่จะแอบดูเอง พอดูแล้วก็กลัวอีก มันเป็นวงจรอุบาทว์เลยทีเดียว
สุดท้ายก็เกิดอารมณ์ฉีกแถบผ้ามาผูกตาซะเลย แบบนี้แม้จะเผลอลืมตาก็ไม่เป็นไร
“พวกนั้นตรงนั้น ยังยืนนิ่งทำไมอีก แมลงนี่มีพิษนะ สารพิษของมันทำให้ประสาทคนเป็นอัมพาตได้ ถ้าถูกมันกัด เธอจะสูญสิ้นความสามารถในการต่อต้านเลยทีเดียว ตอนนี้มาทางนี้ แมลงพวกนั้นไม่เข้าใกล้โลงนี้หรอก” เซี่ยหวยอันไม่ได้ยินเสียงตอบสนองจากฝั่งตรงข้ามนานแล้ว มองปราดเดียวก็รู้ว่าตกใจจนช็อก
จางไห่เค่อตั้งสติได้รวดเร็ว กระชากจางไห่ซิ่งอย่างไม่ยอมปล่อย กระโจนตวัดร่างไปอยู่ข้างตัวเธอในพริบตา จากนั้นใช้แขนดึงเธอจนลอยละลิ่วไปลงข้างตัวเซี่ยหวยอัน
เซี่ยหวยอันได้ยินเพียงว่ามีอะไรร่วงลงมาข้างตัว เสียงหญิงสาวแตกตื่นดังขึ้น “พี่!”
เซี่ยหวยอันตายท่ามกลางแมลงไม่รู้กี่ครั้ง แต่ละครั้งก็ทะลวงขีดแห่งความสิ้นหวังใหม่ ๆ ตอนที่เขานอนในกองแมลงรับรู้ว่าพวกมันคลุ้มคลั่งเจาะเข้ากะโหลกยังมีความคิดผุดขึ้นมาว่า วิธีตายที่สิ้นหวังที่สุดในโลกออนไลน์กับอันนี้เทียบกันไม่ได้เลย
“แมลงกลัวไฟ เด็กถือคบเพลิง ถ้าสะดวกก็เอาน้ำมันตะเกียงจากมุมกำแพงราดลงมา” เซี่ยหวยอันน้ำเสียงเยือกเย็น
จางไห่เค่อรีบทำตาม แมลงฝูงนั้นถอยร่นลงทันที แต่ยังไม่ทันที่เขาจะตอบสนอง ธารแมลงก็ทะลักขึ้นมาอีก มันไม่ช่วยอะไรเลย!
คล้ายรู้ว่าจางไห่เค่อไม่เข้าใจ เซี่ยหวยอันปวดหัวขึ้นมา “ไม่ได้ให้ยืนเฉยนะ ฉวยโอกาสตอนธารแมลงถอยร่น เธอรีบเข้ามาสิ”
จางไห่เค่อจึงเข้าใจความคิดของเขาในที่สุด โยนคบเพลิงใกล้มือให้จางเนี่ยน หยิบตะเกียงน้ำมันลงมาอันหนึ่ง ล้มแท่นตะเกียงอีกอันลง แล้วอาศัยจังหวะธารแมลงถอยร่นถอยตัวออกมาอย่างรวดเร็ว
จางเนี่ยนทำตามวิธีเดิม ทำให้ธารแมลงถอยไปแล้วโยนคบเพลิงให้จางจิ่วรื่อ ทั้งหลายคนร่วมมือกันได้อย่างลงตัว
เซี่ยหวยอันปิดตาอยู่ มองไม่เห็นสภาพของจางฉี่หลิงน้อย น้ำเสียงเจือด้วยความเป็นห่วง “เธอยังดีอยู่ไหม ตกใจหรือเปล่า”
จางไห่ซิ่งที่เกือบนึกว่าพี่ชายของตนตายไปแล้ว: ....
เธอมองเด็กเทพตกกระทะที่แม้แต่ชายเสื้อยังไม่เปื้อน ไม่รู้ว่าคนนี้เปล่งคำพูดแบบนี้ได้อย่างไร
เด็กน้อยนิ่งอึ้งไปชั่วครู่ มองดูเด็กหนุ่มที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความเป็นห่วง นึกอะไรขึ้นมาได้บางอย่าง “ข้าไม่เป็นไร”
น้ำเสียงแข็งกระด้าง ราวกับไม่คุ้นเคยที่จะมีใครมาห่วงใย
เด็กชายอายุสิบสามปี ก็ยังเด็กอยู่ ต่อให้เป็นผู้ใหญ่แค่ไหน ความคาดหวังและโหยหาครอบครัวก็เกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้
อีกหลายปีต่อมาน้องจ่างเข้มแข็ง อ่อนโยน ราวกับเทพเจ้าคอยปกป้องทุกคน แต่ทว่าเทพเจ้านั้นในเวลานั้น ก็เป็นแค่เด็กคนหนึ่งที่ต้องการตามหาครอบครัวของตนเอง
คนทั้งหลายยืนอยู่ข้างโลงศพ ฉากนี้ดูคุ้นเคยเกินไปจนจางไห่เค่อและคนอื่นรู้สึกเลือนราง
เด็กหนุ่มแปลกหน้าข้างกายเหมือนไม่ได้มุ่งร้ายอะไรต่อพวกเขาเลย ถึงขั้นที่หลังจากจางไห่ซิ่งใช้มีดข่มขู่ไปแล้วก็ยังยอมช่วยเหลือ
นอกจากมือของจางจิ่วรื่อจะมีแผลถลอกเล็กน้อย ที่เหลือต่างไม่มีผู้ใดบาดเจ็บ พูดตามตรงก็คือเพราะพวกเขาไม่ใช่คนในตระกูลหลัก เลือดของพวกเขาจึงไม่ส่งผลอะไรกับแมลงเหล่านี้ ถ้าหากไม่เป็นเช่นนั้น พวกเขาคงถอนตัวออกมาได้ตั้งนานแล้ว
จางไห่ซิ่งเดินมากระซิบข้างจางไห่เค่อ ดึงแขนเสื้อเขาอย่างระวัง “พี่....”
จางไห่เค่อส่ายหน้าให้เธอ สื่อว่าตนไม่เป็นไร
“ขอบคุณ” จางไห่เค่อรู้ดีว่าคนนี้ไม่มีหน้าที่อะไรต้องช่วยพวกเขา เมื่อเขายอมช่วย ก็ถือว่าพวกเขาเป็นหนี้บุญคุณ
เซี่ยหวยอันใช้ผ้าขาวปิดตาไว้ แถมยังเคยสำรวจห้องหินนี้มากว่า 80 ครั้ง ทำให้แยกแยะโครงสร้างรอบด้านได้ราง ๆ “เรื่องเล็กน้อย”
จางเนี่ยนมองดูธารแมลงตรงนั้นพลางขมวดคิ้วไม่คลาย “แล้วเราจะออกไปได้ยังไง”
เซี่ยหวยอันใช้ความรู้สึกหาที่ที่สะอาด ๆ แห่งหนึ่ง แล้วทรุดตัวลงนั่งกับพื้น
“รอ”
จางฉี่หลิงน้อยมองดูการกระทำของเขา แล้วเงียบ ๆ เดินไปนั่งลงตาม
จางไห่เค่อมองดูทั้งสองคน นึกถึงตอนแรกที่เด็กน้อยนั่นถาม
“ท่านรู้จักน้องชายข้าหรือ” จางไห่เค่อนับเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ยังหวังดีต่อจางฉี่หลิงน้อย เมื่อเผชิญหน้ากับคนที่ดูเหมือนรู้จักเด็กน้อยนั่น จางไห่เค่อจึงถามออกไปด้วยความหวาดระแวง กลัวอีกฝ่ายจะประสงค์ร้ายต่อเด็กน้อย
เซี่ยหวยอันฟังคำซักถามของพี่เขยใหญ่แล้ว ในใจก็รู้สึกประทับใจพุ่งพรวดขึ้นมาแทบไม่หยุด ปกป้องไอดอลของเขาถึงเพียงนี้ ต่อไปจางไห่เค่อก็คือพี่ชายแท้ ๆ ของเขา!
ตอนนั้นเซี่ยหวยอันอ่านหนังสือก็เคยคิดว่า โชคดีที่น้องจ่างของเขาก็มีคนรัก
“ไม่รู้จัก” เซี่ยหวยอันปฏิเสธอย่างรวดเร็ว ไม่กล้ายอมรับแม้แต่นิด “แค่รู้สึกถูกชะตาก็เท่านั้น”
รู้จักน้องจ่างเหรอ ฝันว่าเคยเห็นนับไหมล่ะ
จางจิ่วรื่อพันแผลที่มืออย่างลวก ๆ มองดูธารแมลงที่สลายตัวไปช้า ๆ แล้วรู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมา
จึงหันกลับไปสำรวจโลงศพนั่น
ตามหลักแล้ว ห้องหินหลักควรจะมีสิ่งของฝังศพมากที่สุด ตลอดทางที่ผ่านมามีกับดักขวากหนามมากมาย แต่ห้องหินหลักนอกจากสมบัติบางอย่างกลับไม่มีอะไรพิเศษโดดเด่น
ดังนั้นหากมีสิ่งใดควรค่าให้พวกเขาลงมาสุสานนี้ ก็คงเป็นของภายในโลงศพเท่านั้น
หลายคนสบตากัน จางจิ่วรื่อหัวเราะ “ข้าเปิดนะ”
ไม่มีใครคัดค้าน ยกเว้นเซี่ยหวยอันที่นั่งอยู่กับพื้น
? เปิดอะไร
เซี่ยหวยอันนึกถึงโลงศพขึ้นมา ในพื้นที่จำลองเขาไม่เคยเปิดโลงเลยนะ เขาก็ไม่รู้หรอกว่าในโลงศพนี่ปลอดภัยหรือมีผีดิบอยู่กันแน่
เซี่ยหวยอันจะยอมให้พวกเขามาหาความตายแบบนี้ได้อย่างไร
สีหน้าเดิมที่ค่อนข้างสบาย ๆ ของเด็กหนุ่มหายวับไป กลายเป็นสีหน้าเย็นชา “พวกเจ้าอย่าหาเรื่องโลงศพนี่เลยดีกว่า”
มือของจางจิ่วรื่อชะงัก มองดูคนที่นั่งอยู่กับพื้น ตาคนนั้นปิดด้วยผ้า น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยคำเตือน
“ทะ...ทำไมหรือ”
เซี่ยหวยอันคิดในใจว่าจะทำไมได้ ก็เขากลัวตายน่ะสิ!
“ห้ามเปิดโลง” เซี่ยหวยอันหาเหตุผลและข้ออ้างไม่ได้ จะบอกตรง ๆ ว่าตัวเองกลัวก็ไม่ได้ จึงกัดฟันห้ามไม่ให้เขาขยับเลย
จางจิ่วรื่อกลับยิ่งทวีความอยากรู้ ในโลงศพนี่มีอะไร ทำให้คนที่สงบนิ่งมาตลอดทางถึงกับเอ่ยปากห้ามปรามด้วยน้ำเสียงเตือน
เซี่ยหวยอัน: “ไม่ว่าพวกเจ้าจะตามหาอะไร กองสมบัติพวกนั้นก็คือของมีค่าที่สุดในสุสานนี่แล้ว อย่ามาหาเรื่องโลงศพนี่อีกเลย”
จางเนี่ยนไม่เชื่อหรอก ถึงตอนนี้คนนี้จะดูเหมือนไม่มุ่งร้ายต่อพวกเขา แต่คนอายุสิบกว่าปีคนหนึ่ง อยู่ ๆ ก็ปรากฏตัวตามลำพังในสุสานโบราณที่เต็มไปด้วยภยันตราย จะให้เชื่อว่าเขาไม่มีจุดประสงค์อะไรเลยได้ยังไง
ส่วนเรื่องที่บอกว่าถูกใครบางคนแกล้งหลอกเข้ามา ใครจะรู้ว่าที่พูดน่ะจริงหรือเปล่า
ตลอดทางที่ผ่านมาแทบไม่ได้เห็นของดีอะไร มีแต่กับดักที่ถูกถล่มเข้าไปนับไม่ถ้วน จะให้พวกเขาออกไปมือเปล่างั้นหรือ อย่าได้ฝัน!
เซี่ยหวยอันฟังเสียงความเคลื่อนไหวรอบด้าน พบว่าเสียงแมลงเบาลงหน่อยแล้ว คงเป็นเพราะไม่มีอะไรให้กินแล้วจึงถอยร่นไป เขายกมือดึงแถบผ้าออก
จางเนี่ยนคิดจะเปิดโลงต่อ แต่ถูกจางไห่เค่อห้ามไว้ ตั้งแต่เมื่อครู่ ทุกคำพูดของคนผู้นี้ที่มาแบบไม่รู้หัวนอนปลายเท้าล้วนไม่ได้มุ่งร้ายต่อพวกเขา หากเขามีจุดประสงค์จริง ตอนธารแมลงเมื่อครู่ เขาคงไม่เอ่ยปากช่วยเหลือ
แม้จางไห่เค่อจะอยากรู้นักว่าในโลงศพคืออะไรกันแน่ แต่ก็แยกแยะออกว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ
“ไม่ได้ยินที่เขาพูดรึไงว่าห้ามเปิด”
จางจิ่วรื่อหัวเราะร่วนอยู่ข้าง ๆ “จางไห่เค่อ อย่ามาบอกข้านะว่าเจ้าไม่สงสัยว่าในโลงศพคืออะไร”
เซี่ยหวยอันมองดูพวกเขาโต้เถียงกันด้วยสายตาเย็นชา ในใจแทบกลัวตาย
ทว่าสังเกตเห็นว่าจางฉี่หลิงน้อยก็มองดูโลงศพนั่น เซี่ยหวยอันจึงนิ่งเงียบไปชั่วครู่
ท่านบรรพบุรุษของข้าเอ๋ย เจ้าก็อยากเปิดเหมือนกันหรือ
“เจ้าก็อยากเปิดหรือ” เด็กหนุ่มถามเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงเช่นเคย
จางฉี่หลิงน้อยละสายตากลับมา ดูออกว่าเด็กหนุ่มขัดใจกับการเปิดโลงนั่นมาก อยากบอกว่าตนเองยังไงก็ได้
แต่เห็นอีกฝ่ายเหมือนตั้งปณิธานอะไรบางอย่าง “ถ้าเจ้าอยากด้วยก็เปิด”
การถกเถียงทางนั้นหยุดลง เด็กวัยรุ่นทั้งหมดต่างจ้องมาที่ทั้งสองคน
สีหน้าจางไห่เค่อยิ่งฉายแวว ‘ไม่ได้รู้จักเขา? หมาตัวไหนก็ไม่เชื่อ’
เซี่ยหวยอันไม่ได้สังเกต ได้แต่มองเด็กน้อย ราวกับว่าเพียงเด็กน้อยเอ่ยปาก เขาก็จะไปเปิดให้ทันที
จางฉี่หลิงน้อยไม่รู้ว่ามันเป็นความรู้สึกแบบไหน เขามองอีกฝ่ายอย่างตกตะลึง
“เร็ว ๆ เข้า ระบบ เปิดพื้นที่จำลองให้ข้า ข้าจะเข้าไปเปิดก่อนหนึ่งรอบ!” เซี่ยหวยอันเห็นน้องจ่างไม่พูดอะไร นึกว่าเขาอยากเปิดโลงจริง โทรเรียกระบบทันที ต้องไม่รีบไปเดินในพื้นที่หนึ่งรอบก่อนได้หรือ!
อยากเปิดทั้งคู่งั้นเหรอ ใครจะรู้ว่าข้างในเป็นของประหลาดอะไร ไม่ว่าจะยังไงเขาก็สู้พวกนี้ไม่ได้ บวกกับน้องจ่างก็อยากเปิดแล้ว เข้าพื้นที่จำลองไปเปิดก่อนค่อยว่ากัน!