ท่านหมอเซียวไม่กล้าชักช้า รีบเข้าไปจับชีพจรให้นั่วนั่ว
ทว่ามือเพิ่งแตะถึงชีพจร ท่านหมอเซียวกลับมีท่าทีราวกับถูกสิ่งใดสะกิดใจ ถึงกับชักมือกลับโดยพลัน
เหตุนี้เองที่ทำให้ถังหว่านฉิงกับคนอื่น ๆ ตกใจจนแทบสิ้นสติ ร้อนใจจนไม่อาจเก็บอาการ
ได้แต่เอ่ยถามว่า “ท่านหมอเซียว นั่วนั่วเป็นเช่นไรบ้าง”
ท่านหมอเซียววางมือลงไปอีกครั้ง สีหน้าของเขาเคร่งเครียด คิ้วขมวดแน่น ยังให้ถังหว่านฉิงรู้สึกว่าอาการของนั่วนั่ววิกฤติยิ่ง ร้อนใจจนไม่รู้ควรทำเช่นไรดี
ฮูหยินผู้เฒ่าหลินพยายามตั้งสติ สายตาจับจ้องไปที่ท่านหมอเซียว “นั่วนั่วมีอาการอย่างไรกันแน่”
“ฮูหยินผู้เฒ่า ชีพจรของคุณหนูนั่วนั่วประหลาดยิ่งนัก บางคราก็เบาจนมิอาจแยกแยะได้ บางคราก็แรงกล้าประหนึ่งจะทะลวงเนื้อหนังออกมา ราวกับว่ามีพลังสองสายกำลังช่วงชิงกันอยู่ภายในร่างนาง เวลานี้ฝ่ายนั้นชนะ เวลานั้นฝ่ายนี้ชนะ”
“เช่นนี้นั่วนั่วจะเป็นอันตรายใหญ่หลวงหรือไม่” นี่คือสิ่งที่คนตระกูลหลินห่วงใยที่สุด
ท่านหมอเซียวมีสีหน้ายากลำบาก “บอกตามจริง ข้าเองก็ไม่เคยพบชีพจรประหลาดเช่นนี้มาก่อน ชั่วขณะนี้ยังไม่อาจบอกเหตุผลเป็นจริงเป็นจังได้ ทว่าข้ารู้สึกว่า หากพลังทั้งสองยังไม่ตัดสินแพ้ชนะกันละก็ คุณหนูนั่วนั่วก็คงยังไม่ฟื้นคืนสติ”
เหวินเจิงที่อยู่ด้านข้างเตือนว่า “ท่านหมอเซียว ร่างกายของนั่วนั่วดูดซับไอชั่วร้ายเข้าไปมากเกินไป พลังสองสายที่ท่านว่ามาคงเป็นพลังของนั่วนั่วเองที่กำลังต่อสู้กับไอชั่วร้าย”
“ท่านเหวิน ไอชั่วร้ายมิใช่ถูกนั่วนั่วกำราบไปหมดแล้วหรอกหรือ เหตุใดจึงยังตกค้างอยู่ในร่างกายนางอีก” หลินชิงอี้เป็นห่วงยิ่ง
เหวินเจิงอธิบายอย่างอดทน “คุณหนูนั่วนั่วใช้ตนเองเป็นแกนกลางค่ายกล ดูดซับไอชั่วร้ายทั้งหมดเข้าไป แล้วค่อยทำให้บริสุทธิ์ ก่อนจะปลดปล่อยออกไป บัดนี้ดูท่าแล้ว ยังคงมีไอชั่วร้ายเหลือตกค้างอยู่ในตัวนางบ้าง จึงเป็นเช่นนี้”
