เดินผ่านอุโมงค์มืดสลัวซ้อนแล้วซ้อนเล่า ในที่สุดก็มาถึงส่วนลึกสุดของคุกใหญ่
กลิ่นอับชื้นเน่าเหม็นคาวคลุ้งปะทะใบหน้า ปะปนกับกลิ่นเปรี้ยวเหม็นของน้ำสกปรก มูลหนู และไม้ผุ จนชวนให้แน่นอึดอัดในอก
หมิงอี้กลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ยกมือขึ้นปิดจมูก ร่างกายเกร็งเขม็งมาตลอด
นางไม่ได้เปลี่ยนชุดนักโทษ ยังคงสวมกระโปรงตัวเดิมจากตอนกลางวัน มีเส้นเปียยาวห้อยลงมาที่หน้าอก
ที่นี่เป็นที่คุมขังนักโทษหญิง แต่ดูเหมือนข้างในจะไม่มีใครอยู่ รอบด้านเงียบสงัด หมิงอี้รู้สึกไม่สบายใจ ไม่กล้ากวาดตามองไปทั่วตามใจ
เจ้าหน้าที่ที่ว่าการเดินไปถึงห้องขังด้านในสุด เสียงกุญแจประตูไม้ดังกราว ก่อนจะผลักแผ่นหลังนางอย่างหยาบคาย “เข้าไปอยู่ข้างในดี ๆ!”
หมิงอี้ไม่ทันตั้งตัว เซถลาไปข้างหน้าสองก้าว เท้าลื่นจนเกือบล้ม
นางยังไม่ทันยืนให้มั่นคง ประตูคุกด้านหลังก็ปิดลงดังโครม เสียงแม่กุญแจทองเหลืองลงกลอนดังกังวานสะท้อนในทางเดินคุกอันว่างเปล่า
เจ้าหน้าที่ที่ว่าการจากไปอย่างรวดเร็ว
รอบข้างพลันตกอยู่ในความเงียบงัน
เป็นดังที่ฟ่านซือหยวนบรรยายไว้ รอบด้านไม่มีหน้าต่างเลยสักบาน มีเพียงรอยแยกเล็กจิ๋วที่เจาะไว้บนกำแพงสูงสำหรับระบายอากาศ แม้ยามกลางวันก็มีแสงจากฟ้าลอดลงมาเพียงไม่กี่สาย
หมิงอี้ยืนนิ่งอยู่กับที่ อาศัยแสงริบหรี่นี้กวาดตามองรอบกายอย่างช้า ๆ
ข้าวของในห้องขังเรียบง่ายอย่างยิ่ง มีเพียงแคร่ฟางที่ประกอบขึ้นจากไม้หยาบ นอกนั้นไม่มีสิ่งใดอีก โชคดีที่ฟางบนแคร่ยังแห้งอยู่ ไม่ถูกน้ำสกปรกใต้ดินซึมจนชุ่ม ความชื้นจึงไม่มากนัก
การมาถึงของหมิงอี้รบกวนเหล่าผู้อยู่อาศัยดั้งเดิมในคุกใหญ่เข้าเสียแล้ว
หนูดำตัวใหญ่ตัวหนึ่งยืนอยู่ตรงมุมกำแพง ดวงตาเปล่งแสงสีแดง มันจ้องตากับหญิงสาวที่นั่งอยู่บนแคร่ฟาง ครู่หนึ่งก็พุ่งหายวับไป
