ยามนี้การกระทำของจงเซี่ยนล่วงเกินขอบเขตไปมาก หมิงอี้รีบปล่อยมือทั้งสองข้างที่จับเขาไว้ แล้วผงะถอยหนีอย่างรวดเร็ว
นางราวกับกระต่ายตื่นตกใจ ร่างกายแข็งทื่อไปทั้งตัว
ทุกอณูรูขุมขน ทุกเส้นผมบนร่างของหมิงอี้ต่างส่งเสียงร้องอย่างบ้าคลั่งให้นางรีบหนี อย่ารอให้เขาเอ่ยปาก!
ทว่าเสียงร้องไห้วิงวอนขอชีวิตของฮวาเหยียนกลับตรึงนางไว้กับที่ หมิงอี้ก้าวขาไม่ออก
มือข้างนั้นของจงเซี่ยนหยุดค้างกลางอากาศชั่วครู่ ก่อนจะชักกลับไปอย่างไม่ทุกข์ร้อน แล้วไพล่ไว้เบื้องหลัง
เขาเป็นผู้ปกครองจวนจง ไม่เคยใส่ใจความเป็นความตายของบ่าวคนใด แต่ตั้งแต่ต้นจนจบ เขาไม่เคยพูดว่าจะเอาชีวิตฮวาเหยียน
เขาไม่ใช่คนกระหายเลือด อีกทั้งฮวาเหยียนยังเป็นคนของท่านยาย แต่เมื่อเห็นหมิงอี้เข้าใจผิด ทั้งยังมีท่าทีหวาดกลัวหดตัวต่อเขา เขาจึงจงใจไม่อธิบาย
หมิงอี้คิดว่าจงเซี่ยนจะฉวยโอกาสเรียกร้องสิ่งใดที่เกินเลยอย่างยิ่ง ทว่านึกไม่ถึงว่าเขาจะปล่อยฮวาเหยียนไปเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม มิได้หมายความว่าเขาจะไม่เอาความอีก ฮวาเหยียนถูกส่งให้ฮูหยินใหญ่จงเป็นผู้จัดการในท้ายที่สุด
นี่นับเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแล้ว
และครั้งนี้ จงเซี่ยนได้พลิกความคิดที่หมิงอี้มีต่อเขาในใจจนสิ้น เขาลงมือฉีกภาพวีรบุรุษในสายตานางจนขาดวิ่นด้วยตนเอง
หมิงอี้รีบกลับไปยังสวนซวงซวี่ รู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลัง ครั้นได้สติจึงรู้ว่าตนเองมีเหงื่อเย็นผุดขึ้นมาไม่น้อย
เยว่กุ้ยเองก็หวาดผวาไม่น้อยเช่นกัน ขาทั้งสองข้างยังสั่นไม่หยุด
“คุณหนู ฮวาเหยียน... จะถูกลงโทษหนักหรือไม่เจ้าคะ?”
ที่เยว่กุ้ยถามเช่นนี้ มิใช่เพราะเป็นห่วงฮวาเหยียน แต่เป็นเพราะกังวลถึงสถานการณ์ของพวกนาง
