ฮองเฮาแซ่หวังไม่ค่อยกริ้วโกรธนัก ทว่าทันทีที่สิ้นเสียง เหล่าสนมโดยรอบต่างก็มีรอยยิ้มสาแก่ใจพาดผ่านใบหน้า
การที่นางกำนัลใหญ่แห่งตำหนักจิ่งเหอได้รับความโปรดปราน ทำให้บุตรีตระกูลขุนนางสูงศักดิ์อย่างพวกนางเอาหน้าไปไว้ที่ใด?
ยามนี้แม้แต่ฮองเฮาก็ยังต้องข่มขวัญนางให้หลาบจำ
หยงหนิงคุกเข่าคำนับอย่างนอบน้อม ก่อนเอ่ยว่า “หม่อมฉันมีผื่นแดงขึ้นบนใบหน้า เกรงว่าจะทำให้พระนางทรงขุ่นเคือง จึงสวมผ้าคลุมหน้าไว้เพื่อมิให้พระนางตกพระทัยเพคะ”
หยงหนิงค่อย ๆ ถอดผ้าคลุมหน้า แล้วเงยหน้ามองฮองเฮาแซ่หวัง
ฮองเฮาแซ่หวังพลันยืดกายขึ้น สีหน้าตื่นตะลึงเป็นอย่างยิ่ง ก่อนจะตระหนักว่าตนเสียกิริยา จึงค่อย ๆ นั่งลงดังเดิม
มิใช่แค่ฮองเฮาแซ่หวังเท่านั้น แม้แต่เหล่าสนมคนอื่น ๆ เมื่อเห็นใบหน้าของหยงหนิง ต่างก็สูดลมหายใจเฮือกด้วยความตกใจ
เสียงหัวเราะเยาะอันอ่อนหวานดังขึ้น “มิน่าเล่าฮ่องเต้จึงหลงใหล ที่แท้ก็คล้ายท่านหญิงเส้าหยางถึงเพียงนี้?”
ผู้พูดคือกุ้ยเหรินอวี้ที่เพิ่งได้รับความโปรดปราน กุ้ยเหรินอวี้มีใบหน้าน่าเอ็นดูไร้เดียงสา เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ยิ่งนัก
ใครจะคิดว่าเพิ่งได้รับความโปรดปรานได้ไม่กี่วัน กลับถูกนางกำนัลแห่งตำหนักจิ่งเหอแย่งความโดดเด่นไปเสียแล้ว
นางเป็นถึงบุตรีของรองเจ้ากรมพิธีการขั้นสี่ แล้วจะสู้หญิงรับใช้ล้างเท้าผู้ต่ำต้อย ซึ่งขายตัวเป็นทาสได้อย่างไร?
ถ้อยคำครานี้เจือโทสะ จึงเผลอหลุดปากพูดสิ่งที่ไม่ควรพูดออกมา
สีหน้าฮองเฮาแซ่หวังพลันเคร่งขรึม “กุ้ยเหรินอวี้ จงระวังคำพูด หากยังพูดจาเหลวไหลอีก เปิ่นกงจะให้ตบปากเจ้า”
กุ้ยเหรินอวี้รีบปิดปากเงียบ แล้วถลึงตาใส่หยงหนิงอย่างเคียดแค้น
ความประหลาดใจในแววตาฮองเฮาแซ่หวังค่อย ๆ จางหายไป แทนที่ด้วยความโล่งใจอยู่หลายส่วน
ขอเพียงมิใช่หญิงจิ้งจอกที่ก่อเภทภัยแก่บ้านเมืองก็ดีแล้ว...ก็ดีแล้ว