ราตรีโรยตัวลงอย่างมืดสลัว ภายในตำหนักหย่างซิน กลิ่นอำพันทะเลหอมลอยอวลเป็นระลอก ชวนให้รู้สึกมึนงงอยู่บ้าง
ขันทีน้อยยกถาดป้ายหัวเขียวของเหล่าสนมเข้ามา คุกเข่าลงอย่างนอบน้อม แล้วส่งไปตรงหน้าเซียวเจ๋อ
“ฝ่าบาท! โปรดเลือกป้ายพ่ะย่ะค่ะ!”
เซียวเจ๋อยกมือไล้ผ่านถาดลายมงคล นิ้วมือเลื่อนไปมาบนป้ายของกุ้ยเหรินหลายคนที่เพิ่งได้รับความโปรดปราน ยังลังเลไม่อาจตัดสินใจ ท้ายที่สุดกลับหยุดลงตรงป้ายที่สลักคำว่า หนิงกุ้ยเหริน
ความคลุ้มคลั่งตลอดคืนในคราวนั้นทำให้เขาหวนคิดถึงไม่รู้เบื่อ เพราะความทุกข์จากการเฝ้าคิดถึงนานถึงสิบปีจะมีสักกี่คนเข้าใจ?
ปลายนิ้วยาวเรียวของเขากำลังจะแตะลงบนป้ายของหนิงกุ้ยเหริน ขันทีหลี่ที่ยืนอยู่ข้างกายก็เอ่ยเตือนเสียงเบา “ฝ่าบาท หนิงกุ้ยเหรินมีผื่นแดงขึ้นบนใบหน้า บัดนี้ยังไม่ทราบสาเหตุของอาการ หากแพร่ไปถึงพระวรกาย...”
เซียวเจ๋อขมวดคิ้ว ภาพใบหน้าที่เต็มไปด้วยผื่นแดงวาบขึ้นในความคิด ความเบื่อหน่ายพลันผุดขึ้นในใจ
เขาหยิบป้ายของเซียวกุ้ยเฟยที่อยู่อีกด้านขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจ แล้วพลิกป้าย
ช่วงนี้ชายแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือเกิดความวุ่นวายขึ้นอีก บิดาของเซียวกุ้ยเฟยซึ่งดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่พิทักษ์แคว้นมีความสำคัญยิ่ง
“เสด็จไปตำหนักฉี่เสียง!”
“พ่ะย่ะค่ะ!” ขันทีหลี่กล่าวพลางยิ้ม ก่อนจะน้อมกายลงต่ำกว่าเดิม
ขันทีรับใช้สองคนรีบตามไป ขันทีหลี่เหลือบมองถาดลายมงคล ก่อนหยิบป้ายหัวเขียวของหนิงกุ้ยเหรินขึ้นมา แล้วโยนทิ้งไปด้านข้างอย่างแรง
“หนิงกุ้ยเหรินกำลังพักรักษาตัว ป้ายหัวเขียวของนางพักไว้ก่อน!”
ซวงสี่ ขันทีที่ถือถาดอยู่ สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้าลงอย่างรวดเร็ว
ขันทีหลี่ผู้นี้ช่างใจกล้าขึ้นทุกที ฝ่าบาทยังมิได้ตรัสสิ่งใด เขากลับสั่งพักป้ายหัวเขียวของเหล่าสนมตามใจชอบ
มิน่าเล่าตลอดหลายปีมานี้ สนมในวังหลังต่างพากันประจบขันทีหลี่ จนคลังส่วนตัวของเขาแทบไม่มีที่เก็บของแล้ว
ความโปรดปรานที่หยงหนิงได้รับก็ประหนึ่งดอกบัวสายซึ่งเบ่งบานงดงามที่สุดในยามราตรี จากจุดสูงสุดแห่งความโปรดปรานจนถึงวันที่ถูกทอดทิ้ง ห่างกันเพียงชั่วข้ามคืน