เช้านี้เซียวเจ๋อได้รับข่าวว่า ใบหน้าของหนิงกุ้ยเหรินเสียโฉมแล้ว
หากเป็นนางสนมคนอื่น เขาคงไม่เห็นว่าคุ้มค่าจะมาเยือนถึงที่ ทว่านั่นเป็นใบหน้าที่คล้ายชิงชิงอย่างไรเล่า!
เซียวเจ๋อคว้าหัวไหล่หยงหนิงไว้แน่น ด้วยออกแรงมากเกินไป หยงหนิงจึงเจ็บจนต้องนิ่วหน้า
หางตาของหยงหนิงแดงก่ำ ยิ่งขับให้นางดูน่าสงสารจับใจ
บนใบหน้างามละมุนดุจดอกฝูหรงกลับมีผื่นแดงขึ้นเต็มไปหมด มองแล้วชวนให้หนังศีรษะชาวาบ
เซียวเจ๋อพิโรธจัด “เหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้? พวกเจ้าปรนนิบัติเจ้านายกันเช่นนี้หรือ?”
หลานรุ่ย เหล่าขันทีและนางกำนัล กระทั่งหมอหลวงจากสำนักหมอหลวง ต่างพากันคุกเข่าลงพร้อมเพรียง
“ฝ่าบาท! บ่าว...บ่าวไม่กล้าพูดเพคะ!” เสียงหลานรุ่ยสั่นเครือด้วยความตื่นตระหนก
เซียวเจ๋อเดือดดาลขึ้นมาทันที “พูดมา! เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่? หากกล้าปิดบังเรา จงลากออกไปประหาร!”
“ฝ่าบาทโปรดไว้ชีวิตด้วย! ฝ่าบาทโปรดไว้ชีวิตด้วยเพคะ!” หลานรุ่ยโขกศีรษะไม่หยุด ก่อนเงยหน้าขึ้นร่ำไห้ “กราบทูลฝ่าบาท เมื่อคืนพอกลับถึงตำหนักจิ่งเหอ นายหญิงก็ยังปกติดี เพียงแต่ต่อมาถูกกุ้ยเฟยเหนียงเหนียงทุบตี...”
“หลานรุ่ย! บังอาจ! กุ้ยเฟยเหนียงเหนียงใช่คนที่นางกำนัลตัวเล็ก ๆ อย่างเจ้าจะกล่าวหาได้ตามใจหรือ?”
หยงหนิงตบหน้าหลานรุ่ยอย่างแรง จากนั้นก็ไถลลงจากเตียง คุกเข่าต่อหน้าเซียวเจ๋อ “ฝ่าบาท! หม่อมฉันปกครองคนในตำหนักไม่เข้มงวด ขอฝ่าบาทโปรดลงโทษด้วยเพคะ!”
เซียวเจ๋อชะงักงัน ดวงตาหงส์งามฉ่ำวาวค่อย ๆ หรี่ลงทีละน้อย
เสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังมาจากนอกประตู กุ้ยเฟยเหวินที่ทราบข่าวรีบเร่งเข้ามา พอเห็นเซียวเจ๋อ นางก็รีบคุกเข่าลง
“หม่อมฉันถวายพระพรฝ่าบาท ขอฝ่าบาททรงพระเจริญเพคะ!”
จากนั้นนางเงยหน้าขึ้น สีหน้าฉายแววสดใสร่าเริงอย่างหญิงสาววัยเยาว์ “หม่อมฉันว่าแล้วเชียว เช้านี้นกสาลิกาบนกิ่งไม้ร้องไม่หยุด ที่แท้ฝ่าบาทเสด็จมายังตำหนักจิ่งเหอของหม่อมฉันนี่เอง”