เฉิงจวินอี้เดินไปได้ครู่หนึ่งก็รู้ตัวว่ามีคนตามมา เป็นผู้ชายท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ คนนั้น
มุมปากของเธอยกยิ้ม ก่อนหน้านี้ยังเสียดายอยู่เลยที่ไม่ได้แทงให้เขาตาบอด
ดูสิ โอกาสมาถึงแล้ว!
ตอนนี้เพิ่งหกโมงกว่า อีกสองชั่วโมงห้างสรรพสินค้ากับสหกรณ์จะเปิด ยังมีเวลาเหลือเฟือ
เธออาศัยความทรงจำของเจ้าของร่าง เดินไปยังสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ด้านในมีป่าเล็ก ๆ กว้างประมาณห้าไร่ ต้นไม้ใบดกครึ้ม อีกทั้งยังเป็นเวลาเช้า แดดจึงไม่แรงนัก ภายในป่ามืดสลัว
เธอเดินเข้าไปซ่อนหลังต้นไม้ต้นหนึ่ง รอให้อีกฝ่ายตามมา
ชายท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ เห็นเธอเดินเข้าป่าไปก็ถูมืออย่างตื่นเต้น ที่นี่ไม่มีคน แถมยังลับตา เขาลงมือได้อย่างสบายใจแล้ว
เมื่อนึกถึงใบหน้าของเฉิงจวินอี้ เขาก็กลืนน้ำลาย ก่อนจะรีบวิ่งตามเข้าไป
เขาไม่กลัวว่าจะเกิดเรื่องขึ้นเลย เพราะในใจคิดว่าผู้หญิงทุกคนหวงชื่อเสียง ต้องไม่กล้าป่าวประกาศแน่นอน
พอเข้าไปก็เห็นชายกระโปรงโผล่พ้นหลังต้นไม้ ใช่แน่ ผ้าผืนนั้นเป็นชุดที่เธอสวมอยู่
เขากวาดตามองรอบ ๆ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครแล้ว ก็วิ่งตรงไปยังต้นไม้ต้นนั้น
เฉิงจวินอี้ได้ยินเสียงฝีเท้า จึงยกเปลือกตาขึ้นเล็กน้อย ระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วกลางมือขวามีเข็มเล่มหนึ่งคีบอยู่ บนเข็มมียาสลบสูตรลับที่แม่ของเธอปรุงไว้
เมื่อเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาทุกที เธอไม่แม้แต่จะขยับศีรษะ เข็มในมือก็พุ่งออกไป
ปัง!
ชายท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ ล้มลงกับพื้น
เฉิงจวินอี้เดินไปหยุดข้างเขาแล้วนั่งยอง ๆ ดึงเข็มออกมาก่อน
จากนั้นก็หยิบมีดสั้นออกมา แทงเข้าที่ดวงตาข้างหนึ่ง ฉึก! แล้วจึงแทงอีกข้าง
ลูกตาทั้งสองข้างถูกแทงจนแตก แต่เธอยังไม่หยุด คราวนี้เล็งไปที่ลำคอแล้วกรีดเบา ๆ เลือดก็ไหลทะลักออกมา
เธอค่อย ๆ เช็ดเลือดบนมีดสั้นกับเสื้อผ้าของเขา ก่อนจะเดินออกจากป่าอย่างไม่รีบร้อน
เมื่อไปถึงจุดเปลี่ยวอีกแห่งในสวนสาธารณะ เธอก็เข้าไปในมิติ อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วออกมาอีกครั้ง
พอไปถึงสหกรณ์ เธอถึงได้รู้ว่าคนแน่นขนัดไปหมด คนเหล่านี้มาซื้อผัก แถวยาวเหยียด เธอลังเลว่าจะต่อแถวดีไหม
มองดูแดดแล้ว ร้อนชะมัด ไม่ต่อดีกว่า ไปห้างสรรพสินค้าแทน!
เดินอยู่ครึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงห้าง ข้างในกว้างโล่ง แทบไม่มีคน
เธอเดินไปยังแผนกอาหารก่อน แล้วหยิบคูปองน้ำตาลที่ใกล้หมดอายุออกมาทั้งหมด ซื้อกระต่ายขาวใหญ่สิบชั่ง ลูกอมรสส้มสองชั่ง และน้ำตาลทรายแดงห้าชั่ง จึงใช้คูปองน้ำตาลที่ใกล้หมดอายุจนหมด
พนักงานขายเบิกตาโต นี่คุณหนูบ้านไหนกันนะ ซื้อน้ำตาลตั้งมากมาย หรือจะเอาไปเลี้ยงฉลองงานแต่ง?
จากนั้นก็ซื้อหรูหม่ายจิงกับอาหารกระป๋อง และของอย่างอื่น
เฉิงจวินอี้ไปยังแผนกผ้า เลือกผ้าฝ้ายอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะซื้อไปหกพับ
จากนั้นก็ไปแผนกเครื่องเขียนกับแผนกของใช้ในชีวิตประจำวัน ซื้อสมุด ปากกา หมึก กาต้มน้ำ เตาถ่าน กระทะเหล็ก และของอีกหลายอย่าง
สุดท้ายเธอไปที่ร้านขายจักรยาน จริง ๆ ไม่ซื้อก็ได้ เพราะที่บ้านมีอยู่แล้ว แต่ของเยอะขนาดนี้ขนกลับไปลำบาก ซื้อสักคันดีกว่า ยังไงก็มีคูปอง
เมื่อเธอเข็นจักรยานที่แขวนของไว้จนเต็มออกไป ทุกคนก็พากันมอง
ด้านหลังจักรยานมัดผ้าไว้หกพับ ข้างเบาะหลังแขวนเตาถ่านกับกระทะเหล็ก ส่วนแฮนด์ด้านหน้าก็มีถุงห้อยเต็มไปหมด
พูดตามตรง เฉิงจวินอี้คิดว่าเธอคงขี่ไม่ไหว เพราะขี่จักรยานไม่เป็น อีกอย่างรถก็หนักมาก เข็นไปก็เอียงมาทางตัวเธอตลอด
กลุ้ม! กลุ้ม! กลุ้ม!
แถวนี้คนเยอะ จะเก็บของเข้ามิติไม่ได้ ทำได้แค่เข็นไปอย่างยากลำบาก
สาวน้อยร่างบอบบางเข็นจักรยานที่บรรทุกของจนเต็ม ระหว่างทางจึงเรียกสายตาอยากรู้อยากเห็นจากผู้คนมากมาย
“หนู ทำไมไม่ขี่ไปล่ะ?” ป้าคนหนึ่งที่สะพายถุงผ้าถามอย่างสงสัย
เฉิงจวินอี้ยิ้มอ่อนโยน “ฉันขี่ไม่เป็นค่ะ”
ป้าคนนั้น “……”
คนที่ขี่เป็นได้แต่ฝันว่าจะมีจักรยาน ส่วนคนที่ขี่ไม่เป็นกลับมีจักรยานดี ๆ แบบนี้
หมั่นไส้แล้ว ไม่อยากคุยกับเด็กคนนี้แล้ว
ป้าคนนั้นส่ายหน้าแล้วเดินจากไป
เข็นมาได้ยี่สิบนาที เฉิงจวินอี้ก็เหนื่อย เธอพิงจักรยานไว้กับกำแพงแล้วแบมือออกดู ฝ่ามือพองเป็นตุ่มหมดแล้ว จากนั้นก็มองชายกระโปรงของตัวเอง เปื้อนเสียแล้ว
เธอถอนหายใจอย่างจนใจ หากยังฝึกญาณไม่สำเร็จ ก็ไม่อาจสังเกตสถานการณ์รอบตัวได้ จึงไม่กล้าเก็บของเข้ามิติเลย
ต้องเร่งฝึกให้มากกว่านี้แล้ว ไม่อย่างนั้นคงลำบากแย่
“พี่สาว ให้ผมช่วยไหมครับ?”
เฉิงจวินอี้หันหน้าไปเล็กน้อย เห็นเด็กชายอายุราวสิบขวบยิ้มเอาใจเธออยู่
เธอครุ่นคิดอยู่สิบกว่าวินาที “พี่ต้องการคนช่วยจริง ๆ แต่เธอยังเด็กเกินไป คงเข็นจักรยานคันนี้ไม่ไหวหรอก”
“พี่สาวไม่ต้องห่วงครับ ผมจะไปเรียกพี่ชายมา” พูดจบเขาก็วิ่งเข้าไปในตรอกที่อยู่ไม่ไกล
จากนั้นเขาก็จูงเด็กหนุ่มคนหนึ่งออกมา เด็กหนุ่มอายุราวสิบห้าปี ตัวสูงไม่น้อย สูงกว่าเฉิงจวินอี้เกือบหนึ่งศีรษะ
“พี่สาว พี่สาว ดูสิครับ พี่ชายผมตัวสูงขนาดนี้ เข็นรถได้สบาย แถมยังขี่จักรยานเป็นด้วย”
เด็กชายจูงเด็กหนุ่มวิ่งเข้ามา เด็กหนุ่มมีสีหน้าเขินอาย ไม่กล้าเงยหน้ามองเฉิงจวินอี้เลย
เฉิงจวินอี้มองเด็กหนุ่มแล้วยิ้มอย่างอ่อนโยน “ช่วยพี่ได้ไหม?”
เด็กหนุ่มตอบออกมาทันที “ได้ครับ ได้ครับ”
ที่จริงเขาเห็นเธอตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าแล้ว เห็นเธอเข็นรถอย่างทุลักทุเล จึงอยากเข้าไปช่วยมาตลอด เพียงแต่ไม่กล้าเอ่ยปาก
“ช่วยพี่เข็นกลับบ้าน พี่จะให้คูปองเนื้อสองใบเป็นค่าตอบแทน ดีไหม?” เฉิงจวินอี้ถาม
พอได้ยินเช่นนั้น เด็กชายก็ตาเป็นประกาย ส่วนเด็กหนุ่มหน้าแดงก่ำ เขาแค่อยากช่วย ไม่เคยคิดจะรับค่าตอบแทนเลย
“ไม่ต้องให้ค่าตอบแทนก็ได้ครับ แค่เข็นรถเอง เป็นเรื่องเล็กน้อย”
เฉิงจวินอี้ส่ายหน้า “ถ้าไม่รับ พี่ก็ไม่ให้ช่วยแล้ว”
พอได้ยินว่าเธอจะไม่ให้ช่วย เด็กหนุ่มก็ทำอะไรไม่ถูก เด็กชายที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เอ่ยขึ้นว่า “พี่สาว พวกเราขอรับค่าตอบแทนครับ ผมไม่ได้กินเนื้อมานานแล้ว”
เด็กหนุ่มยกมือเคาะหัวเด็กชายทีหนึ่ง เจ้าตะกละเอ๊ย
แต่ก็ต้องขอบคุณคำพูดของเขา เด็กหนุ่มถึงได้ช่วยเธอได้
“งั้นก็ดี เราไปกันเลย!”
เฉิงจวินอี้เดินนำหน้า เด็กหนุ่มเข็นจักรยาน ส่วนเด็กชายเดินตามหลัง
ครึ่งชั่วโมงต่อมา พวกเขาก็มาถึงหน้าบ้าน แต่หน้าประตูบ้านเธอกลับมีคนยืนออกันอยู่สิบกว่าคน
เฉิงจวินอี้เดินเข้าไปถาม “พวกคุณมาทำอะไรหน้าบ้านฉัน?”
ทุกคนมองเฉิงจวินอี้แล้วชะงักไปครู่หนึ่ง โอ้โห เด็กสาวคนนี้สวยจริง ๆ
ผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งยอง ๆ อยู่ลุกขึ้นยืน แล้วยังทุบขาตัวเองเบา ๆ ด้วย “โอ๊ย ในที่สุดหนูก็กลับมา พวกเรารอหนูตั้งนานแล้ว”
“มีธุระอะไร?” เฉิงจวินอี้ถามย้ำอีกครั้ง
ชายสวมแว่นคนหนึ่งเดินขึ้นมา “สวัสดีครับ พวกเรามาดูบ้าน”
สีหน้าของเฉิงจวินอี้เย็นชาลง เธอยังไม่ไป บ้านก็ยังไม่ได้ปล่อยเช่า แต่พวกเขากลับรีบร้อนมาดูบ้านกันขนาดนี้แล้ว? แล้วเจ้าของบ้านอย่างเธอกลับไม่รู้เรื่องสักนิด?
“ใครให้พวกคุณมาดูบ้าน?”
คนกลุ่มนั้นมองหน้ากัน ไม่มีใครเป็นคนบอกให้มา พวกเขาได้ยินข่าวกันเองจึงมาที่นี่
เมื่อเห็นสีหน้าของเฉิงจวินอี้ไม่สู้ดี คนหนึ่งจึงตอบตามตรงว่า “ไม่มีใครบอกให้พวกเรามาหรอกครับ พวกเราได้ยินคนพูดว่าคุณจะไปชนบท คิดว่าคุณคงปล่อยบ้านเช่า ก็เลยมาถามดู”
สีหน้าของเฉิงจวินอี้ผ่อนคลายลงเล็กน้อย ขอแค่ไม่มีใครตัดสินใจแทนเธอเองก็พอ
“บ้านจะปล่อยเช่าจริง แต่ต้องรอให้ฉันไปก่อน อีกอย่าง เรื่องปล่อยเช่าบ้านฉันก็ยกให้คนอื่นจัดการหมดแล้ว”
“เพราะฉะนั้น รอฉันไปก่อนแล้วค่อยมาเถอะ!”
พูดจบ เธอก็หยิบกุญแจมาเปิดประตูเหล็กบานใหญ่ พร้อมกวักมือเรียกเด็กหนุ่มกับเด็กชายให้เข้ามา
พอเห็นเธอเปิดประตู ผู้หญิงคนหนึ่งก็เอ่ยขึ้นว่า “หนูจ๊ะ พวกเรามาถึงหน้าบ้านแล้ว ให้พวกเราเข้าไปดูก่อนเถอะนะ!”
มือที่กำลังเปิดประตูของเฉิงจวินอี้ชะงัก เธอค่อย ๆ หันไปมองคนที่พูด แล้วตอบเสียงเย็นว่า “เมื่อกี้ฉันพูดไป เธอฟังไม่เข้าใจหรือไง?”
