“ดูสิว่าเจ้าทำเรื่องอะไรลงไป! ไหนบอกว่ารับรองว่าจะรับเข้าเป็นศิษย์แน่ ๆ ไง! ลูกสาวข้าเพียบพร้อมถึงเพียงนี้ เขายังกล้าปฏิเสธอีกหรือ!” ท่านหญิงเชียนเป็นคนแรกที่ระเบิดอารมณ์ พุ่งเข้าไปบิดหูสามีทันที
“ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่!” เจ้าเมืองหลิวไม่กล้าหลบแม้แต่น้อย “ข้าอุตส่าห์ฝากผู้ว่ามณฑลเขียนจดหมายแนะนำให้ ผู้ว่ามณฑลเป็นพระญาติของฮ่องเต้ พวกเรา...พวกเราก็นับว่าพอมีสายสัมพันธ์กับเขาอยู่บ้าง... ข่งหยงแห่งเป่ยไห่คงไม่ถึงกับไม่ไว้หน้าพระญาติของฮ่องเต้หรอกกระมัง!”
พูดจบก็ไม่สนใจว่าหูจะถูกดึงจนเจ็บ รีบคว้ากระดาษกับพู่กันมาเขียนทันที “ข้าจะส่งจดหมายไปอีกฉบับเดี๋ยวนี้แหละ เขียนถ้อยคำยกยอให้มากหน่อย แล้วแนบเงินทองไปด้วย เขาต้องยอมรับอี้เอ๋อร์ของเราเป็นศิษย์แน่!”
รู้อย่างนี้น่าจะแกะจดหมายดูเสียก่อน! ก็เพราะอยากเก็บพิธีแกะจดหมายไว้ให้ลูกสาวต่างหากเล่า!
กลายเป็นว่าตอนนี้ลูกสาวมีความหวังแล้วก็ต้องผิดหวัง สู้ไม่รู้เรื่องนี้ตั้งแต่แรกยังจะดีกว่า
ยามนี้เจ้าเมืองหลิวยังไม่กล้าหันไปมองหน้าลูกสาวด้วยซ้ำ
เขาเพิ่งก้มหน้าจรดพู่กันเขียนไปได้สองตัวอักษร กระดาษจดหมายก็ถูกลูกสาวดึงไปจากมือ
“เขาปฏิเสธก็ช่างเขา แผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาล ไยต้องผูกคอตายอยู่กับต้นไม้ต้นเดียวอย่างข่งหยงด้วย”
ในฐานะคนยุคปัจจุบัน หลิวอี้มีเกณฑ์ประเมินเหล่าบัณฑิตผู้มีชื่อเสียงแห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันออกเป็นของตนเอง
ในฐานะหนึ่งในเจ็ดบัณฑิตเจี้ยนอานในอนาคต ความรู้ของข่งหยงย่อมไม่ธรรมดา
แต่เขาอาจไม่ถนัดบริหารบ้านเมืองนัก ต่อมาเมื่อเกิดกบฏผ้าเหลืองและศึกชิงอำนาจระหว่างเหล่าขุนศึก เขาแทบไม่เคยชนะศึกเลย หนีทิ้งเมืองไปหลายครั้ง ทั้งยังทอดทิ้งภรรยาและบุตร หากนางไปเป็นศิษย์เขาจริง ๆ ตอนเขาหนีคงไม่พานางไปด้วยหรอก เช่นนั้นก็เท่ากับกระโดดลงหลุมไฟเองชัด ๆ
ที่สำคัญกว่านั้น เมืองอูยางมั่งคั่งแต่แทบไม่ได้เลี้ยงทหาร จึงเป็นดั่งขนมหวานที่ใคร ๆ ก็หมายปอง เมื่อสงครามปะทุขึ้น ย่อมถูกขุมอำนาจทุกฝ่ายแย่งชิง บิดาในฐานะเจ้าเมืองหลิวย่อมตกเป็นเป้าก่อน นางไม่มีทางทอดทิ้งครอบครัวแล้วหนีไปเพียงลำพัง
“สมกับเป็นลูกสาวข้าจริง ๆ!” ท่านหญิงเชียนปล่อยหูสามี แล้วชูนิ้วโป้งให้แทน “ข่งหยงไม่รับเจ้าเป็นศิษย์ นั่นเป็นความเสียหายของเขาต่างหาก เราหาอาจารย์ที่ดีกว่านี้อีกคนก็ได้!”
“เช่นนั้นก็ดี” เจ้าเมืองหลิวคิดว่าลูกสาวเพียงถือตัว “รอข้าเข้าพบผู้ว่ามณฑลโหยวโจวแล้ว จะขอให้เขาช่วยเลือกอาจารย์ดี ๆ ให้เจ้าเอง”
หลิวอี้หันไปมองเจ้าเมืองหลิวทันที “ท่านพ่อจะไปเมืองกว่างหยางหรือ?”
นางตอบสนองรวดเร็วเกินไป จนเจ้าเมืองหลิวกับท่านหญิงเชียนไม่ทันรู้ตัวว่าพูดความลับหลุดปาก ใบหน้าของทั้งคู่จึงแข็งค้างไปชั่วขณะ กระทั่งพลาดโอกาสแก้ตัวไปเสียแล้ว
หากเปรียบเมืองอูยางเป็นเมืองหนึ่ง โหยวโจวก็เปรียบได้กับมณฑล เจ้าเมืองเปรียบได้กับนายกเทศมนตรี ส่วนผู้ว่ามณฑลโหยวโจวก็คือผู้ว่ามณฑล เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของบิดานาง
เมืองกว่างหยางก็เป็นเมืองหนึ่งในโหยวโจว ทั้งยังเป็นเมืองเอกที่ตั้งสำนักงานของผู้ว่ามณฑล
เมื่อเจ้าเมืองหลิวบอกว่าจะไปพบผู้ว่ามณฑลโหยวโจว ก็มีโอกาสสูงว่าจะต้องไปเมืองกว่างหยาง
เขายังคิดจะอ้ำอึ้งกลบเกลื่อนให้เรื่องผ่านไป แต่ท่านหญิงเชียนที่อยู่ข้าง ๆ ร้อนใจจนเผลอพูดความจริงออกมาเสียก่อน
“ทางตะวันออกมีกบฏ บุกไปถึงกว่างหยางแล้ว พ่อเจ้าต้องไปออกรบที่แนวหน้า!”
“ออกรบหรือ?!” หลิวอี้ประหลาดใจเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะเกิดกบฏ แต่เพราะชาตินี้บิดาของนางไม่เคยบัญชาทหารมาก่อน หากผู้บังคับบัญชาส่งเขาไปแนวหน้า จะต่างอะไรกับส่งไปตาย?
“ไม่ได้ร้ายแรงถึงเพียงนั้น!” ในที่สุดเจ้าเมืองหลิวก็ยอมเลิกปกปิด
“ฮ่องเต้ในยามนี้ยังทรงพระเยาว์ ขันทีมีอำนาจ ทำให้ราชสำนักมืดมน ราษฎรทุกข์ยาก... หลายพื้นที่ทนรับภาษีอันหนักหนาไม่ไหว จึงพากันก่อกบฏ”
“ก่อนหน้านี้ราชสำนักเกณฑ์ทหารม้าอูหวนไปปราบกบฏในแคว้นเหลียงโจว แต่กลับไม่จ่ายเงินให้เสียที ชาวอูหวนจึงหันมาชิงดินแดนของเราแทน”
ราชสำนักฮั่นตะวันออกใช้กลยุทธ์ “ควบคุมต่างชาติด้วยต่างชาติ” มาหลายปี ความหมายก็คือไม่ต้องส่งทหารของตนเองแม้แต่คนเดียว เพียงจ้างชนเผ่ารอบข้างที่เข้มแข็งแต่ยากจน เช่น อูหวน เซียนเปย และฮังนั้น ให้ไปกำจัดศัตรูฝ่ายอื่น
เมื่อชาวฮังนั้นก่อกบฏ ก็จ่ายเงินจ้างชาวอูหวนไปปราบ เมื่อชาวอูหวนก่อกบฏ ก็จ่ายเงินจ้างชาวเซียนเปยไปปราบ...
พูดง่าย ๆ ก็คือ “ข้าไม่ส่งทหารไป แค่จ่ายเงินก็พอ”
แต่ในยามนี้ คลังหลวงของราชสำนักฮั่นตะวันออกถูกใช้จ่ายจนแทบเกลี้ยง ไม่มีเงินจ่ายจริง ๆ เมื่อทหารม้าอูหวนผ่านโหยวโจวและพบว่าราชสำนักออกให้แต่สัญญาลม ๆ แล้ง ๆ พวกเขาก็โกรธจนเผาผลาญและปล้นฆ่าผู้คนทั่วโหยวโจวทันที
ชาวโหยวโจวจำนวนไม่น้อยไม่พอใจราชสำนักอยู่แล้ว จึงไม่คิดต่อต้านและเข้าร่วมกับฝ่ายกบฏเสียเลย ส่งผลให้ภายในเวลาไม่กี่เดือน กองกำลังกบฏเพิ่มจากไม่กี่พันคนเป็นหลายหมื่นคน
การกบฏเกิดขึ้นทางตะวันออกของโหยวโจว ส่วนเมืองอูยางตั้งอยู่ทางตะวันตก มีเมืองกว่างหยางคั่นกลาง จึงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ชาวบ้านทั้งหลายเลยยังไม่ทันรู้สึกถึงความผิดปกติ
เจ้าเมืองหลิวปลอบภรรยาและลูกสาว “พวกเจ้าไม่ต้องกังวล ตอนนี้สถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ว่ามณฑลโหยวโจวแล้ว กองทัพของแม่ทัพกงซุนที่แนวหน้าขาดเสบียง การเดินทางครั้งนี้ของข้าเพียงนำเสบียงไปส่งที่กว่างหยาง ไม่ได้ไปออกรบ”
“ท่านพ่อจะไปขนเสบียงหรือ? เช่นนั้นข้าจะไปกับท่านด้วย” หลิวอี้รับคำต่ออย่างเป็นธรรมชาติ
“เจ้า!”
น้ำเสียงของหลิวอี้เป็นธรรมชาติเกินไป ทั้งเนื้อหาที่พูดก็เหลือเชื่อเกินไป ทำเอาเจ้าเมืองหลิวที่เพิ่งตั้งสติได้ถึงกับแทบหายใจไม่ออกอีกครั้ง
“เจ้าเป็นหญิงสาว! สนามรบใช่ที่ที่เจ้าควรไปหรือ!”
“ท่านพ่อบอกเองไม่ใช่หรือว่าไม่ได้ไปออกรบ?”
“ข้า...เจ้า...ที่ข้าพูดถึงไม่ใช่สนามรบแบบเดียวกัน!” เจ้าเมืองหลิวโมโหจนพูดไม่ออก “การขนเสบียงไม่ใช่การไปเที่ยวเล่น ระหว่างทางยังเสี่ยงถูกโจมตี ต้องเดินทางวันละหลายสิบลี้ อีกทั้งยังกินอยู่ร่วมกับพวกทหารสกปรกเหม็นโฉ่ เจ้าเป็นสตรี จะลำบากก็ส่วนหนึ่ง หากถูกจับได้ขึ้นมา แล้วผู้คนทั่วหล้าจะมองเจ้าอย่างไร?”
หลิวอี้ยกนิ้วนับทีละข้อ
“ข้อแรก ข้าปลอมตัวเป็นเด็กชายมาสิบกว่าปี จนคุ้นชินกับการปกปิดตัวตนแล้ว ก่อนหน้านี้ก็เคยออกไปเก็บข้อมูลนอกสถานที่กับเพื่อนร่วมสำนักหลายครั้ง ไม่เคยมีใครจับได้ ยิ่งเหล่าทหารที่เดินทางไปด้วยรู้ว่าข้าเป็นบุตรชายของเจ้าเมือง ย่อมไม่กล้าล่วงเกินข้า”
“ข้อสอง ร่างกายข้าแข็งแรง ไม่ว่าจะเดินหรือขี่ม้า ระยะทางวันละไม่กี่สิบลี้ไม่ใช่ปัญหา”
“ข้อสาม ท่านต้องขนเสบียง หากพูดถึงความรู้เรื่องเสบียงและพืชผลทางการเกษตร ทั่วทั้งเมืองอูยาง หากข้าไม่เป็นที่หนึ่ง ก็ไม่มีใครกล้าอ้างว่าเป็นที่หนึ่ง เมื่อมีข้าอยู่ รับรองได้ว่าเสบียงที่ส่งถึงกว่างหยางจะมีปริมาณครบถ้วนและยังสดใหม่”
ยังมีข้อสี่อีก
สงครามกำลังจะอุบัติขึ้น นางจะมัวหลบอยู่ในบ้านเกิดแล้วรอความตายไม่ได้
พูดจบ หลิวอี้กับบิดาก็จ้องตากัน
ขณะนั้นมีเสมียนตัวเล็กคนหนึ่งเดินเข้ามาจากด้านนอก แล้วกระซิบข้างหูเจ้าเมืองหลิวอยู่สองสามประโยค
เจ้าเมืองหลิวพยักหน้าแล้วลุกขึ้น บอกภรรยาและลูกสาวว่า “ทหารหลวงตรวจตราเสบียงที่จะไปกว่างหยางมาถึงแล้ว ข้าต้องรีบไปพบเขาเดี๋ยวนี้”
จากนั้นเขาก็ก้มลงจับนิ้วของหลิวอี้ แล้วค่อย ๆ งอนิ้วของนางกลับทีละนิ้ว
“ข้อแรก เสบียงหลวงจะมีมากพอหรือสดใหม่หรือไม่ เป็นเรื่องของทางการ ไม่ต้องให้เจ้ามากังวล”
“ข้อสอง อย่าคิดแม้แต่จะลอบเข้าไปในกองทัพ เว้นแต่พ่อของเจ้าจะตายเสียก่อน”
“ข้อสาม เมื่อไปถึงกว่างหยาง ข้าจะขอให้ผู้ว่ามณฑลโหยวโจวช่วยแนะนำอาจารย์ให้เจ้าอีก ช่วงนี้ก็อยู่บ้านเป็นเด็กดี คอยอยู่เป็นเพื่อนแม่ของเจ้า หากยังคิดแผนพิสดารเหลวไหลพวกนี้อีก ข้าจะหาครอบครัวสามีที่เข้มงวดสักบ้านแล้วจับเจ้าแต่งงานเสีย!”
